งาน computer อาการเสียของ computer
หน้าที่ 1 - การตรวจสอบอาการเสียเบื้องต้นของคอมพิวเตอร์
อาการเสียของคอมพิวเตอร์ ที่พบเห็นกันอยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นคอมฯค้าง(แฮงค์) เครื่องบู๊ตไม่ขึ้น เข้าวินโดว์ไม่ได้ หรือเครื่อง shut down ไม่ลง ระบบล่ม! และอาการอื่นอีกมากมาย อาการเหล่านี้ 70 – 80 % ไม่ได้เกิดจากอุปกรณ์เสียเลย แต่เกิดจากความผิดพลาดในการติดตั้ง อัพเกรด ปรับแต่งหรืออุปกรณ์บางตัวหมดอายุ เช่น(ถ่าน BIOS) เป็นต้น
หากผู้ใช้รู้จักสังเกตอาการเสียและวิเคราะห์เป็น พร้อมวิธีการจัดอาการเสียแต่ละอาการ ก็สามารถจัดการเองได้เลย ไม่ต้องเสียเงินเสียเวลายกคอมฯไปให้ร้านซ่อม
สิ่งสำคัญในการแก้ปัญหาของคอมพิวเตอร์ โดยการสันนิษฐานอาการเสียไปทีละเรื่อง ก้อาศัยการตรวจสอบอุปกรณ์ที่คาดว่าน่าจะเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาที่ละอย่าง จากนั้นก็ค่อยๆตัดประเด็นที่ไม่เกี่ยวข้องออก ลองดูตัวอย่างแก้ปัญหาต่อไปนี้ จะทำให้คุณเข้าใจมากขึ้น
ปัญหา : เปิดสวิทช์เครื่องแล้ว แต่เครื่องไม่ทำงาน
วิธีแก้ : ถ้าเจอปัญหาอย่างนี้ให้สังเกตดูว่าไฟเพาเวอร์ติดหรือไม่ ถ้าไม่ติด แสดงว่าไฟไม่เข้าเครื่อง ดังนั้นสิ่งแรกที่ควรตรวจสอบคือ ดูสายไฟและปลั๊กไฟเสียบแน่นดีหรือเปล่า จากนั้นลองขยับหรือเปลี่ยนสายไฟดู เผื่อสายไฟจะขาดใน เมื่อตรวจสอบดูแล้วในเบื้องต้นแล้วไม่พบสาเหตุ ก็ให้เปิดฝาครอบเครื่องเพื่อเข้าไปดูสายไฟของเพาเวอร์ซัพพลายที่เสียบเข้ากับเมนบอร์ดแน่นดีหรือเปล่า อาจจะลองดึงออกละเสียบเข้าไปใหม่ ถ้ายังไม่ดีอีกก็แสดงว่าเพาเวอร์ซัพพลายเสีย ต้องเปลี่ยนใหม่
การตรวจสอบอาการเสียเบื้องต้นของคอมพิวเตอร์
1. ตรวจสอบอาการเสียของเครื่องจากเสียง Beep Code
ทุก ๆ ครั้งที่คุณเปิดใช้งานเครื่องครั้งแรก ก็จะได้ยินเสียง ปี๊ป ดังสั้น ๆ 1 ครั้ง แล้วเครื่องก็จะทำงานต่อตามปกติ แต่ถ้าเมื่อไรที่คุณได้ยินสียงมากกว่า 1 ครั้ง หรือมีเสียงดังยาว ๆ จากนั้นเครื่องก็หยุดนิ่ง ก็ทำใจไว้ได้เลยว่าเครื่องของคุณมีปัญหาแล้ว เมื่อคุณเจออาการแบบนี้ให้รีบปิดเครื่องทันที เพราะตราบใดที่เครื่องยังไม่ได้รับการแก้ไข ก็จะไม่สามารถใช้งานเครื่องได้จนกว่าจะแก้ปัญหาเสียก่อน เสียงปี๊ปที่เราได้ยินนี้จะถูกเรียกว่า Beep Code ซึ่งจะมีจำนวนครั้งไม่เท่ากัน และมีเสียงดังสั้นบ้างยาวบ้าง ลักษณะของเสียงที่แตกต่างกันนี้เองที่บอกเราว่า อุปกรณ์ชิ้นไหนมีปัญหา ดังนั้นถ้าเจอปัญหาลักษณะนี้ก็ต้องลองฟังให้ดีว่า ดังกี่ครั้ง สั้นยาวแบบไหน แล้วนำไปเทียบดูในตารางไบออสตามยี่ห้อของไบออส เพื่อจะรู้ว่าอะไรคือต้นเหตุ แล้วจะได้หาทางแก้ไขต่อไป
2. ตรวจสอบอาการเสียของเครื่องโดยดูจากข้อความที่แจ้งบนหน้าจอ
การแจ้งปัญหาหรือความผิดปกติที่เครื่องตรวจพบด้วยข้อความบนหน้าจอ ซึ่งเราเรียกว่า Message Error นับเป็นการแจ้งปัญหาอีกแบบหนึ่งที่มีประโยชน์ เพราะเราสามรถรู้ปัญหาได้ทันทีว่าอุปกรณ์ตัวไหนทำงานผิดปกติ หรือไม่ก็รู้ว่าการทำงานส่วนใดมีปัญหา ซึ่งจะนำไปสู่แนวทางในการแก้ปัญหาที่ง่ายขึ้น ตัวอย่างของข้อความที่ปรากฏให้เห็นบนหน้าจอบ่อย ๆ อย่างเช่น
CMOS checksum Error
CMOS BATTERY State Low
HDD Controller Failure
Diskplay switch not proper
ดังนั้นถ้าคุณพบว่าเครื่องได้แจ้งปัญหาให้ทราบก็ให้รับหาทางแก้ไขโดยด่วน แต่ถ้าไม่สามารถแก้ไขได้ก็ให้จดข้อความบนหน้าจอไว้ เพื่อเอาไว้สอบถามผู้ที่สามารถให้คำแนะนำได้หรือเอาไวให้ช่างที่ร้านซ่อมดูก็ได้ เพื่อให้การตรวจซ่อมทำได้เร็วขึ้น
3. ตรวจสอบอาการเสียโดยดูจากความผิดปกติของเครื่องที่สามารถสังเกตุ
วิธีนี้คงต้องใช้ทักษะ ความรู้ และความชำนาญมากกว่า 2 แบบแรก เพราะจะเป็นอาการที่เครื่องไม่ได้มีอะไรแจ้งให้เราทราบเลยว่าอุปกรณ์ชิ้นไหนมีปัญหาหรือเสียหาย มีแต่ความผิดปกติที่เราสามารถสังเกตุได้ทางกายภาพ อย่างเช่น เปิดสวิตซ์แล้วไฟไม่ติด , เสียบปลั๊กแล้วเครื่องก็เปิดทันที , เปิดใช้เครื่องได้ไม่ถึง 5 นาที ระบบก็ล่ม เป็นต้น จะเห็นว่าอาการดังกล่าวนี้เครื่องไม่ได้แจ้งอะไรให้เราทราบเลยนอกจากอาการผิดปกติที่เรารับรู้ได้ ดังนั้นในการแก้ปัญหาในลักษณะนี้จึงจะต้องอาศัยผู้ที่มีประสบการณ์หรือช่างผู้ชำนาญ จึงจะสามารถวิเคราะห์ตรวจสอบ และทำการซ่อมแซมแก้ปัญหาได้
4. ตรวจสอบอาการเสียที่เราสามารถระบุอุปกรณ์ได้เลย
ปัญหาแบบนี้จะเป็นกับอุปกรณ์ที่เราใช้อยู่เป็นประจำแต่ถ้าอยู่ ๆ ไม่สามารถทำงาน หรือทำงานได้ไม่ดี เราก็รู้ได้ทันทีว่าอะไรเสีย อย่างเช่น ไดรว์ซีดีรอมไม่ทำงาน ภาพบนจอสั่นหรือกระพริบ เป็นต้น จะเห็นว่าเป็นปัญหาที่เกิดจากความผิดปกติของอุปกรณ์ชิ้นนั้น ๆ โดยตรง การตรวจสอบหรือตรวจเช็คจึงทำได้ง่าย ไม่ยุ่งยากเหมือน 3 แบบที่ผ่านมา
5. ตรวจสอบอาการเสียที่เกิดจากการอัพเกรดอุปกรณ์ ไปจนถึงการปรับแต่งเครื่อง
สิ่งที่ทำให้เครื่องเกิดปัญหาอีกอย่างก็คือ การเพิ่มเติม ปรับเปลี่ยนหรือปรับแต่งอุปกรณ์บางตัวก็ทำไห้เกิดปัญหาได้อีกเหมือนกัน เช่น อัพเกรดแรมแล้วเครื่องแฮงค์ Over clock ซีพียูจนไหม้ , ปรับ BOIS แล้วเครื่องรวน เป็นต้น จะเห็นว่าในสภาพเครื่องก่อนกระทำใด ๆ ยังทำงานได้ปกติอยู่ แต่หลังจากที่มีการอัพเกรดหรือปรับแต่งเครื่องแล้วก็มีปัญหาตามมาทันที
หน้าที่ 2 - การแก้ไขและแก้ปัญหาคอมพิวเตอร์ด้วยตนเอง
การแก้ไขและซ่อมคอมพิวเตอร์ด้วยตนเอง
ถ้าคุณมีปัญหาการใช้คอมพิวเตอร์ หรือเครื่องพิมพ์ ลองตรวจสอบปัญหาจากหัวข้อเหล่านี้ก่อน ไม่แน่นะ ท่านอาจพบวิธีการแก้ไขด้วยตนเอง ข้อมูลเหล่านี้ส่วนใหญ่เกิดจากประสบการณ์ในการซ่อมคอมพิวเตอร์โดยตรง ซึ่งพอสรุปปัญหาได้ 2 ลักษณะ คือ ปัญหาที่เกิดจาก Software และปัญหาที่เกิดจาก hardware
ปัญหาจากซอฟแวร์ Software
1.ปัญหาจาก Operating System Windows
ปัญหานี้ส่วนใหญ่มาจากการติดตั้งโปรแกรมใหม่ๆ หรือการ Uninstall โปรแกรมแล้วทำให้ File บางไฟล์หายไปวิธีแก้ไขง่ายๆ คือการติดตั้ง Windowsทับเข้าไปใหม่ (ช่างส่วนใหญ่แนะนำกันต่อๆมา) ไม่ต้องกลัวนะครับว่าโปรแกรมที่มีอยู่ก่อนแล้วจะหายไป !ไม่หายครับและก็ไม่จำเป็นต้องลงโปรแกรมอื่นๆ ใหม่ด้วยแต่ควรเตรียมแผ่น drive ของ การ์ดจอ ซาวด์การ์ด ไว้ให้พร้อมก็จะดี
2. ปัญหาจาก Application
เช่นโปรแกรมการใช้งานต่าง ๆ ได้ Microsoft Word, Excel, internet Explorer มีหลักคล้าย ๆ กันคือให้ติดตั้งโปรแกรมทับเข้าไปใหม่ แต่ผมแนะนำว่าให้ลองปิดโปรแกรมทั้งหมด แล้ว Restart ใหม่จะดีกว่า อีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจคือ โปรแกรมบางตัวอาจไม่ support การใช้งานบาง OS ดังนั้น อาจจำเป็นต้องมีการถอดการติดตั้งออก หรือที่เรียกว่า uninstall (ส่วนใหญ่โปรแกรมที่เราติดตั้งจะมีมาให้ด้วย) ถ้าไม่มีลองเข้าไปที่ Control Panel เลือก Add/ Remove Program แต่ผู้เขียนใช้แก้ปัญหานี้ได้ดีมากขอแนะนำโปรแกรม Your.Uninstaller.2008.ก็แล้วกัน
3. ปัญหาจากไวรัส
ปัญหานี้อาจพบอาการแปลก ๆ เช่น เปิดโปรแกรมไม่ได้ , มีหน้าต่างแปลก ๆ แสดงขึ้นมาที่หน้าจอ การแก้ไขก็ลองตรวจสอบโดยใช้โปรแกรมป้องกันและตรวจเช็คไวรัสดู เช่น Avira Premium Security Suite v8 หรือ kaspersky 2009 หรือไม่ก็ NOD32.AntiVirus. เป็นต้น
โปรแกรมตรวจสอบและป้องกันไวรัสเบื้องต้นที่มากับแฮนดิสก์ไดร์ฟก็แนะนำให้ใช้ AHDV1.3.7SP1 และ cpe17antiautorun อย่างน้อย 2 โปรแกรมนี้
โปรแกรมที่ใช้ตรวจสอบและป้องกัน Anty Spyware เช่น Spyware Doctor เป็นต้น
โปรแกรมช่วยในการแก้ไวรัส ได้แก่ taskmanager17 , UnHookExec.inf , hijackthis. , Uitra family , ComboFix(Worm Remover) , Autorun_Virus_Remover_v2
4. ปัญหาจากผู้ใช้งาน
ตัวอย่างเช่น กดปุ่ม Scroll Lock แล้วหน้าจอเลื่อนทั้งหน้า ( Microsoft Excel) เรื่องปกติครับ ไม่มีใครทุกคนที่จะสามารถใช้โปรแกรมได้เก่งทุกอย่างบางครั้งก็มีพลั้งเผลอบ้าง เรื่องนี้ต้องแก้ไขโดยการซื้อหนังสือมาอ่านครับเพื่อที่จะทำให้เราสามารถใช้โปรแกรมได้คล่องและเก่ง
ปัญหาจากฮาร์ดแวร์ hardware
Disk Drive
อ่านข้อมูลไม่ได้ - > ให้แก้ไขโดยซื้อแผ่นทำความสะอาด + น้ำยา ล้างก็จะสามารถแก้ไขได้
CD-ROM Drive
อ่านข้อมูลไม่ได้ - > สาเหตุมาจากฝุ่นที่เกาะอยู่ ให้ซื้อแผ่นทำความสะอาดสำหรับ CD-ROM และสาเหตุอีกอย่างหนึ่งคือ แผ่นที่อ่าน อาจมีปัญหามาจากการบันทึกถ้าเป็นไปได้ ให้ทดสอบโดยนำแผ่นไปอ่าน CD-ROM Drive เครื่องอื่น ๆ ดู(ความเร็ว CD-ROM ถ้าต่ำกว่า 24x มักจะมีปัญหาในการอ่าน)
RAM-Memory
ถ้าเกิดฝุ่นละออง หรือมีอาการร้อง - > ให้นำยางลบดินสอมาทำความสะอาด แล้วนำเสียบลงไปใหม่ หน่วยความจำ ปัจจุบันมีราคาถูกลงมาก อย่างไรก็ตามปัญหาที่พบ
เกี่ยวกับ Ram คือการไม่สัมพันธ์ระหว่างแรมเก่า กับแกมใหม่ หมายความว่า การเพิ่มแรมควรใช้ยี่ห้อเดียวกัน รุ่นเดียวกัน และขนาดเท่ากันจะดีกว่าทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับเมนบอร์ดของแต่ละรุ่นด้วย
Harddisk
ทำงานช้าลง - > ส่วนใหญ่มาจากพื้นที่ว่างใน harddisk ไม่มากพอสำหรับผู้ใช้วินโดวส์ 95,98 ควรมีพื้นที่เหลืออย่างน้อยสัก 500 MB การแก้ไข ควรทำ Disk Cleanup (ทำทุกวัน) ตามด้วย Scandisk (ทำทุกวัน) และ Disk Defragment (ทำทุกเดือน)
Power Supply
ไฟไม่เข้า - > ลองขยับปลั๊กดูก่อน ปัญหานี้เกิดบ่อยมาก นอกจากนี้อาจเป็นที่ฟิวส์ขาด ให้หามาเปลี่ยน แต่ถ้าเสียแล้ว ไม่แนะนำให้ซ่อม ซื่อตัวใหม่เลยดีกว่า ส่วนเรื่องการป้องกันปัญหาคือ ให้หาเครื่องเป่า มาเป่าอย่างน้อย 3 เดือนครั้ง ขึ้นอยู่กับห้องที่ติดตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วยว่ามีฝุ่นมากน้อยเพียงใด
Mouse
เม้าส์เลื่อนสะดุด - > ปัญหานี้แก้ไขง่าย และมักเป็นกันบ่อยๆ หลังจากใช้งานไปได้สักพัก สาเหตุคือการไม่ค่อยนิยมใช้แผ่นรองเม้าส์ ทำให้ฝุ่นจากพื้นเข้าเกาะติดได้ง่าย สำหรับการแก้ไข คือ ให้หงายเม้าส์ แกะตัวล็อก นำลูกกลิ้งด้านหลังออก จากนั้นให้ดูในช่องด้านใน จะเห็นฝุ่นเกาะเป็นคราบอยู่ให้ใช้น้ำยาทำความสะอาดเมาส์เช็ด
ทำความสะอาด
Monitor
ปัญหาที่พบเช่น สีเพี้ยน - > ให้ลองถอดสายสัญญาณของจอออก แล้วเสียบใหม่ หรือจอภาพมีแต่สีขาวดำ ทั้งๆ ที่เป็นจอสี ให้ถอดสายสัญญาของจอและดูว่าเข็มใดงอหรือไม่ ให้แก้ไข และลองเสียบใหม่
หน้าที่ 3 - ความรู้พื้นฐานก่อนการลงมือแก้ไขคอมพิวเตอร์
ความรู้พื้นฐานก่อนการลงมือแก้ไขคอมพิวเตอร์
คงไม่มีใครที่สามมารถแก้ไขคอมพิวเตอร์โดยไม่มีความรู้พื้นฐานมาก่อนเลย และผู้ที่จะลงมือแก้ไขหรือซ่อมคอมพิวเตอร์คงจะต้องมีความรู้พื้นฐานต่างๆมากพอสมควร อย่างน้อยๆ ก็ต้องรู้ส่วนประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์ว่ามีอะไรบ้าง ส่วนไหนทำหน้าที่อะไร คอมพิวเตอร์ทำงานกันอย่างไร และให้ดียิ่งขึ้นคือสามารถประกอบและติดตั้งคอมพิวเตอร์ได้
เรื่องสำคัญอย่างแรกที่ต้องรู้คือ รู้จักส่วนประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์ว่าแต่ละส่วนเรียกว่าอะไร ทำหน้าที่อย่างไรและข้อควรระวังในการดูแลรักษากันอย่างไรนะครับ
ซีพียู ( CPU) เป็นสมองของคอมพิวเตอร์ทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลและควบคุมการทำงานของระบบ ความสามารถและความเร็วของเครื่องจะขึ้นอยู่กับซีพียู ดังนั้นซีพียูจึงเป็นชิ้นส่วนที่สำคัญที่สุด ขอควรระวังก็คงจะหนีไม่พ้นเกี่ยวกับการเฝ้าระวังเรื่องอุณหภูมิของซีพียู อย่าให้ร้อนมากเกินไป ก็ไม่น่าจะเกิน 75 องศาเซนเซียสนะครับ
แรม ( Ram) ใช้เก็บข้อมูลและโปรแกรมที่กำลังทำงานอยู่ เพื่อรอส่งให้กับซีพียูใช้ประมวลผล โดยเก็บเพียงชั่วคราวเท่านั้น ถ้าปิดสวิทช์ข้อมูลจะหายทันที ข้อควรเฝ้าระวัง เกี่ยวกับความสะอาด แรมมีผงฝุ่นเกาะก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เครื่องคอมฯมีปัญหา
เมนบอร์ด ( Main board) เป็นแผงวงจรขนาดใหญ่ที่ใช้ติดตั้ง และเชื่อมอุปกรณ์ต่างๆ เมนบอร์ดนั้นไม่ค่อยจะสร้างปัญหาให้กับการใช้งานของคอมพิวเตอร์มากสักเท่าไหร่ ยกเว้นใช้ไปนานๆถ่านไบออส เสื่อมหรือหมด และอีกอย่างก็เป็นการเสื่อมของอุปกรณ์บางตัว ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่ที่ระยะประกันสินค้าเป็นปริมาณครับ
ฮาร์ดดิสไดร์ฟ ( Hard Disk Drive ) ใช้เก็บข้อมูลขนาดใหญ่ได้อย่างถาวร นอกจากจะใช้เก็บข้อมูลแล้วฮาร์ดดิสก์เป็นส่วนที่ใช้เก็บระบบปฏิบัติการรวมไปถึงโปรแกรมต่างๆ และสิ่งที่ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ไม่พึงปรารถนาคือไวรัสครับ ข้อควรระวังเกี่ยวกับฮาร์ดดิสก์โดยคร่าวๆคือ ระวังการกระแทกอย่างรุนแรง จะทำให้เจ๊งได้ครับ
ซีดีรอมไดร์ฟ ( CD-ROM Drive ) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้อ่านข้อมูลจากแผ่นซีดีแบบต่างๆไม่ว่าจะเป็นแผ่นโปแกรม แผ่นเพลง และแผ่นหนัง วีดีโอซีดีเป็นต้น ข้อควรระวังในการใช้งานคือคอยสังเกตการทำงานของซีดีไดร์ฟ หากไม่ทำงานก็แปลว่าเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้กระบวนการบู๊ตคอมพิวเตอร์ต้องใช้เวลานาน(พอประมาณมากเหมือนกัน)
การ์ดแสดงผล ( Graphic Card ) ทำหน้าที่นำสัญญาณภาพส่งให้จอภาพ นอกจากนี้การ์ดบางตัวยังสามารถต่อกับทีวี เครื่องเล่นวิดีโอและกล้องดิจิตอลได้อีกด้วย ข้อควรเฝ้าระวัง เกี่ยวกับความสะอาด อาจมีผงฝุ่นเกาะก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เครื่องคอมฯมีปัญหา
เพาเวอร์ซัพพลาย ( Power Supply ) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้จ่ายไฟให้กับอุปกรณ์ต่างๆภายในเครื่อง จะเห็นว่ามีสายไฟจาก Power Supply เชื่อต่อไปยังอุปกรณ์ต่างๆ ข้อควรเฝ้าระวังเกี่ยวกับ Power Supply นั้นมีมากเลยครับ เช่น ไม่ได้เปิดสวิทช์ที่อยู่ในตัวของ Power Supply ก็งงเสียนานว่าคอมเป็นอะไร ? สายไฟฟ้าและจุดเชื่อมต่อต่างๆไม่แน่น หลวม ! ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คอมฯเงียบสนิท และที่สำคัญพึงระวังอย่างยิ่งยวดคือ ..จิ้งจก..ครับจิ้งจก.. จิ้งจกครับท่าน ชอบไปมุดอยู่ที่ด้านหลังในช่องพัดลม Power Supply พอเปิดคอมตัวพัดลมไม่หมุน ทำให้ Power Supply เจ๊งครับ วิธีแก้ก็ใช้เทคโนโลยีชาวบ้านเราดีดี โดยใช้เศษมุ้งลวดมาปิดด้วยกลวิธีใดก็ตามให้มันปิดได้ เป็นอันว่า ท่านสามารถแก้ปัญหาคอมพิวเตอร์ได้แล้วครับ
หน้าที่ 4 - อาการ : เปิดสวิทซ์แล้วเครื่องไม่ทำงานใด ๆ เลยไฟก็ไม่ติด ไม่มีเสียงร้อง
เปิดสวิทซ์แล้วเครื่องไม่ทำงานใด ๆ เลยไฟก็ไม่ติด ไม่มีเสียงร้อง
- สาเหตุที่ 1 ปลั๊ก Power Supply หลวม
วิธีแก้ ให้ลองขยับปลั๊ก Power Supply ทั้งทางด้านหลังเครื่องคอมพิวเตอร์และที่เต้าเสียบให้แน่น
- สาเหตุที่ 2 อาจเป็นที่ Power Supply เสีย
วิธีแก้ ให้ลองตรวจเช็คว่ามีไฟฟ้าออกจาก Power Supply ถูกต้องหรือไม่วิธีสังเกต ถ้าเป็นสายไฟสีแดงจะมีค่า +5 Volt ถ้าเป็นสายสีเหลืองจะมีค่า +12 Volt หรืออาจสังเกตง่าย ๆ ขั้นต้นว่าเมื่อเปิดสวิทซ์นั้นพัดลมที่ติดอยู่กับ Power Supply หมุนหรือไม่ และเป็นไปได้ที่บางครั้ง Power Supply อาจจะเสียแต่พัดลมยังหมุนอยู่ เราอาจจะลองนำ Power Supply ตัวอื่นที่ไม่เสียมาลองเปลี่ยนดูก็ได้ ถ้าเสียก็ซื้ออันใหม่มาเปลี่ยน เอาแบบวัตต์สูง ๆ ก็จะดี
- สาเหตุที่ 3 เป็นที่เมนบอร์ดเสีย
วิธีแก้ ถ้า Power Supply ไม่เสียมีไฟเลี้ยงเข้าเมนบอร์ดตามปกติ ให้ลองเช็คโดยการถอดการ์ดต่าง ๆ และ RAM ออกหมด ถ้าเปิดเครื่องแล้วไม่มีเสียงร้องแสดงว่าเมนบอร์ดหรือ CPU เสีย แต่ถ้ามีเสียงร้องแสดงว่าอุปกรณ์บางตัวที่ถอดออกไปเสีย และถ้าหากเมนบอร์ดเสียให้ส่งที่ร้านซ่อมหรือซื้อเมนบอร์ดใหม่
- สาเหตุที่ 4 CPU หลวม
วิธีแก้ ส่วนใหญ่เหตุการณ์นี้มักเกิดขึ้นกับซีพียูประเภทซ็อคเก็ตสล็อตวัน (Slot 1) และซ็อคเก็ตสล็อตทู (Slot 2) เช่น เพนเทียมทู เป็นต้น ให้เราปิดฝาเครื่องและลองขยับซีพียูที่ดูเหมือนแน่นอยู่แล้วให้แน่นขึ้นไปอีก
- สาเหตุที่ 5 CPU เสีย
วิธีแก้ ลองหา CPU ตัวใหม่มาลองเปลี่ยนแทน ถ้าใช้ได้ละก็แสดงว่าตัวเก่าเสียแน่นอน
- สาเหตุที่ 6 เป็นที่อุปกรณ์บางตัวเสียทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจร
วิธีแก้ ให้ลองใส่ตรวจเช็คทีละตัว
อาการ : เครื่องเงียบสนิท ไม่ทำงาน
อาการเสียของคอมพิวเตอร์นั้นมีหลายสาเหตุ สามารถวิเคราะห์อาการเสียเบื้องต้นได้ดังนี้
อาการ บู๊ตเครื่องขึ้นมาแล้ว ทุกอย่างไม่ทำงานและเงียบสนิท
ให้ตรวจสอบที่พัดลมด้านท้ายเครื่องว่าหมุนหรือไม่ หากไม่หมุนอาจเป็นไปได้ว่าปลั๊กไฟเสีย
หรืออาจขาดใน และให้เข้าไปเช็คที่ฟิวส์ของเพาเวอร์ซัพพลาย หากฟิวส์ขาดให้ซื้อฟิวส์รุ่นเดียวกันมาเปลี่ยน
แต่ถ้าเพาเวอร์ซัพพลายเสีย แนะนำให้เปลี่ยนเพาเวอร์ซัพพลายใหม่
เปิดเครื่อง โดยกดปุ่ม Power ก็พบว่าเครื่องเงียบสนิท ไม่มีทั้งไฟและเสียง ส่วนพัดลมที่ Power Supply ก็ไม่ทำงาน
อาการนี้น่าจะมากจากเหตุ 2 ประการ คือ ระบบไฟฟ้าเองมีปัญหาและเรื่องของตัวซีพียูเองไม่ทำงาน ทำให้เครื่องไม่สามารถทำงานได้
คงต้องเริ่มตรวจสอบเรื่องของปลั๊กไฟเป็นอันดับแรก ถ้ามั่นใจว่าปลั๊กไฟเสียบแน่นแล้ว ก็ตรวจเช็คตามนี้ครับ
ประการที่ 1
Power Supplyไม่ทำงาน
1. ตรวจดูว่าสายไฟและปลั๊กไฟเสียบแน่นดีหรือเปล่า ลองเปลี่ยนสายไฟดู เผื่อสายขาดใน
2. ตรวจดูว่าการเสียบสาย Power Supply เข้ากับเมนบอร์ดแน่นหรือยัง
3. ตรวจสอบตำแหน่งการเสียบสาย Power Switch ใหม่อีกครั้ง
และอีกส่วนหนึ่ง คือเรื่อง Power Supply ไฟไม่พอที่จะเลี้ยงคอมพิวเตอร์ แบบนี้ต้องเปลี่ยนใหม่ครับ
(ไม่แนะนำให้ซ่อมครับ)
ประการที่ 2
ซีพียูหลวม
หากระบบจ่ายไฟไมมีปัญหา ก็น่ามาจาก ซีพียูที่เมนบอร์ดหลวม ติดตั้งซีพียูไม่แน่น หรือมีการเคลื่อนย้ายเครื่องคอมฯซึ่งอาจทำให้ซีพียูเกิดขยับ
อย่างนี้เราก็เปิดฝาเครื่องคอมฯ แล้วถอดฮีตท์ซิงค์พัดลมระบายความร้อนออกโยกคานตัวล็อคขึ้น ตรวจเช็คดู ลองขยับตัวซีพียูเบาเบา วางลงไปให้สนิท แล้วติดตั้งฮีตท์ซิงค์กลับคืนให้เรียบร้อยครับ
หน้าที่ 5 - อาการ : เสียงร้องจากเมนบอร์ด
เสียงร้องจากเมนบอร์ด บอกอะไรคุณบ้าง
อาการ เมื่อบูตเครื่องขึ้นมาแล้วมีสัญญาณเตือนดัง บี๊บ...........บี๊บ
1 ครั้ง แสดงว่าขั้นตอนการบูตเครื่องหรือขั้นตอน Post เป็นปกติ
เสียงดัง 2 ครั้ง แสดงว่ามีปัญหาในส่วนของแรม เช่น เสียบไม่แน่นหรือแรมเสียทำให้บูตเครื่องไม่ผ่าน ควรตรวจสอบแรม
เสียงดัง 3 ครั้ง แสดงว่ามีปัญหาในส่วนของแรม เช่น เสียบไม่แน่นหรือแรมเสียทำให้บูตเครื่องไม่ผ่าน ควรตรวจสอบแรม
เสียงดังต่อเนื่อง แสดงว่ามีปัญหาในส่วนของแหล่งจ่ายไฟ เช่น เพาเวอร์ซัพพลาย หรือเมนบอร์ดอาจมีปัญหา ให้ตรวจสอบ เพาเวอร์ซัพพลาย และเมนบอร์ด
เสียงดังถี่ ๆ แสดงว่ามีปัญหาในส่วนเมนบอร์ดให้ตรวจสอบสายสัญญาณต่า ง ๆ และตัวเมนบอร์ด
เสียงดัง 6 ครั้ง แสดงว่ามีปัญหาในส่วนของคีย์บอร์ด ให้ตรวจสอบคีย์บอร์ด
เสียงดัง 7 ครั้ง แสดงว่ามีปัญหาในส่วนของซีพียู อาจต้องเปลี่ยนซีพียูใหม่
เสียงดัง 8 ครั้ง แสดงว่ามีปัญหาในส่วนของการ์ดแสดงผล ( VGA ) ตรวจสอบการ์ดแสดงผลว่าเสียบแน่นดีหรือไม่ หากยังไม่ได้ผลอาจต้องเปลี่ยนการ์ดแสดงผลใหม่
เสียงดังยาว 1 สั้น 2 แสดงว่ามีปัญหาในส่วนของการ์ดแสดงผล ( VGA ) ตรวจสอบการ์ดแสดงผลว่าเสียบแน่นดีหรือไม่ หากยังไม่ได้ผลอาจต้องเปลี่ยนการ์ดแสดงผลใหม่
เสียงดัง 9 ครั้ง แสดงว่ามีปัญหาในส่วนของไบออส อาจต้องเปลี่ยนไบออสใหม่
เสียงดัง 10 ครั้ง แสดงว่ามีปัญหาในส่วนของการเขียน CMOS อาจต้องเปลี่ยนเมนบอร์ดใหม่
เสียงดัง 11 ครั้ง แสดงว่ามีปัญหาในส่วนในส่วนของหน่วยความจำแคช ควรตรวจสอบแคชภายนอกบนเมนบอร์ด
ไม่มีเสียง แสดงว่ามีปัญหาในส่วนของ เพาเวอร์ซัพพลาย , เมนบอร์ด หรือซีพียู รวมถึงสายสัญญาณและสายไฟต่าง ๆ
ควรตรวจสอบแรมว่าทำงานเป็นปกติหรือไม่ ติดตั้งดีแล้วหรือยัง วิธีแก้ไขให้ถอดแล้วเสียบใหม่
ตรวจสอบการติดตั้งการ์ดต่างๆ บนเมนบอร์ดว่าติดตั้งดีแล้วหรือยัง วิธีแก้ไขให้ถอดแล้วเสียบใหม่
ตรวจสอบซีพียูและการเซ็ตจัมเปอร์ว่าถูกต้องหรือไม่วิธีแก้ไขเซ็ตจัมเปอร์ใหม่โดยตรวจเช็คจากคู่มือเมนบอร์ด
เสียงดัง
หน้าที่ 6 - อาการ : เครื่องค้าง เครื่องแฮงค์
ปัญหาส่วนใหญ่ เกิดจากอะไรบ้าง
ส่วนใหญ่ของปัญหาเครื่องคอมพิวเตอร์ค้างก็มีได้มากมาย แต่สาเหตุหลัก ๆ ก็ขอรวบรวมมาไว้ตรงนี้
1. การไม่เข้ากันของอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่นเมนบอร์ดกับการ์ดจอ หรือการ์ดเสียง
2. การต่อสายไฟ สายส่งข้อมูลต่าง ๆ หลวมหรือต่อไว้ไม่แน่นดีพอ
3. การเสียบแรม ขั้วต่อสาย หรือ การ์ด ต่าง ๆ หลวมหรือไม่แน่น
4. ความสกปรกของจุดสัมผัสของอุปกรณ์ เช่นขาของแรม ขั้วต่อของการ์ดต่าง ๆ ในเครื่อง
5. ฮาร์ดดิสก์ เริ่มมีปัญหา หรือใกล้จะเสีย
6. ระบบไฟ หรือระบบจ่ายไฟไม่ดีพอ เช่นไฟตกบ่อย ๆ หรือชุดจ่ายไฟไม่ดั
7. การลงโปรแกรมไม่สมบูรณ์ หรือมีปัญหากับซอฟต์แวร์บางตัว
8. ความร้อนของ ซีพียู พัดลมของ ซีพียู ตรวจสอบว่ายังทำงานได้ปกติหรือไม่
9. ก่อนที่จะเกิดปัญหา ได้มีการทำอะไรบ้าง เช่นลงโปรแกรมเพิ่ม หรือเพิ่มการ์ดในเครื่อง นั่นอาจจะเป็นสาเหตุหลักก็ได้
1. ซีพียู
เครื่องที่แฮงค์บ่อย เนื่องจาก ซีพียู นี้ เกิดจากการนำเอา ซีพียูรุ่นต่ำกว่ามาขายเป็นรุ่นสูงกว่า
เนื่องจากซีพียูแต่ละตัว จะถูกผลิตให้ทำงานเกินมาตรฐานประมาณ 20 % อยู่แล้ว ทำให้เกิดมีพ่อค้าหัวใส
เอาซีพียูรุ่นต่ำกว่ามาสกรีนข้อความบนตัวซีพียูใหม่ เป็นรุ่นสูงกว่า ขายได้ในราคาสูงกว่า วิธีการแบบนี้เรียกว่า การ remark บางครั้ง ผู้ขายเครื่อง (ประกอบเครื่องขายอีกที) ก็ไม่รู้ว่า ซีพียูนั้นถูก remark หรือไม่ เขาก็รับซีพียูมาเพื่อประกอบอีกทีหนึ่ง พวกนี้ เวลาเรานำเครื่องไปเคลม เขาเองก็หาสาเหตุไม่ได้เหมือนกัน ก็ต้องลองเปลี่ยนชิ้นส่วนไล่ไปทีละตัว จนกว่าเครื่องจะมีอาการดีขึ้น
2. พัดลมซีพียู
พัดลมก็สามารถเป็นสาเหตุให้เครื่องแฮงค์ได้เหมือนกัน ถ้าเป็นพัดลมคุณภาพต่ำ หรือเป็นพัดลมตัวเล็ก ไม่เพียงพอความต้องการของซีพียู ก็จะทำให้ซีพียูเกิดความร้อนสูงเกินไป จนทำให้เครื่องแฮงค์ได้ ถ้าแน่ใจว่าพัดลมตัวใหญ่พอ สาเหตุอาจเกิดจากพัดลมเสีย คือ หมุนบ้างไม่หมุนบ้าง หรือไม่หมุนเลย แบบนี้ ซื้อตัวใหม่เปลี่ยนได้เลย ถ้าซื้อใหม่ ควรซื้อพัดลมที่มีตัววัดรอบการหมุนของใบพัดด้วย เราจะได้ตรวจเช็คได้โดยทาง software หรือ ทาง bios โดยไม่ต้องเปิดฝาเครื่องดู
3. เพาเวอร์ซัพพลาย
หลายคนคงหาสาเหตุการแฮงค์ไม่เจอ เปลี่ยนชิ้นส่วนทุกชิ้นส่วนดูแล้ว ฟอร์แมต ลงโปรแกรมใหม่ก็แล้ว
เครื่องก็ยังแฮงอยู่เรื่อย ใครจะรู้ อีกสาเหตุหนึ่งมาจากตัวเพาเวอร์ซัพพลายนี่แหละครับ ถ้าเพาเวอร์ซัพพลายไม่ดี คือ จ่ายไฟไม่สม่ำเสมอ จ่ายไฟขาดบ้าง เกินบ้าง ไม่ใช้แค่เครื่องแฮงค์ครับ ชิ้นส่วนบางชิ้น หรือทุกชิ้น อาจพังได้ ต้องระวังให้ดี เราสามารถเช็คกระแสไฟได้จาก bios หรือจาก software เช่น Motherboard Monitor คอยหมั่นเช็คก็ดีครับ แต่ถ้าเจอแบบ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายหละก็ คงเช็คยาก ลงทุนเปลี่ยนตัวใหม่ก็ดีครับ ตัดปัญหา เพาเวอร์ตัวหนึ่ง ถ้าเป็น AT ไม่เกิน 500 บาทหรอกครับ ถ้าเป็น ATX ก็ไม่น่าเกิน 800 บาท (แบบมาตรฐาน)
4. ฮาร์ดดิสค์
อีกสาเหตุหนึ่งก็ตัว ฮาร์ดดิสค์ นี่แหละครับ คือ อาการ bad sector
ที่เกิดขึ้นแบบจานแม่เหล็กในฮาร์ดดิสค์ เราสามารถตรวจเช็คได้ง่าย โดยการใช้ scandisk ของตัว Windows
นี่แหละครับ เลือก option : Thorough ถ้าเจอ bad sector จริง ก็รีบ mark ตัว bad sector ไว้
เพื่อไม่ให้เครื่องเข้าถึงข้อมูลใน sector นั้นอีก ถ้าตัวฮาร์ดดิสค์ยังอยู่ในประกัน ( 3-5 ปี) เอาไปเคลมเลยครับ อย่ารอช้า ถ้าหมดประกันแล้ว ก็ต้องทนใช้ไปครับ ถ้า mark bad sector แล้ว ก็ใช้ได้ดีครับ แค่ทำให้พื้นที่เก็บข้อมูลลดลงไปเท่านั้น
5. หน่วยความจำ
หน่วยความจำ หรือ แรม นี้มีต่อมากกับการแฮงค์ของระบบ ถ้าเป็นแรมคุณภาพต่ำ รับรอง ใช้ไปแฮงค์ไป ถ้าพบว่า แรมเป็นสาเหตุ รีบนำไปเปลี่ยนกับร้านที่ซื้อมาครับ ก่อนจะหมดประกัน แล้วทุกอย่างจะลงเอยด้วยดี
บางครั้ง สาเหตุไม่ได้เกิดจากแรมไม่ดี แต่ว่าเป็นการติดตั้งครับ คือ ถ้าเราเสียบแรมไม่เข้าล็อคของมัน ก็เป็นสาเหตุให้เครื่องแฮงค์ได้ เราจะสังเกตุได้จาก บางครั้งเครื่องจะ detect แรมผิดพลาด บางทีเจอแค่แผงเดียว ถ้าเกิดมีแผงเดียวอยู่แล้ว ก็อาจทำให้เครื่อง detect แรมไม่เจอเลย แบบนี้ boot ไม่ขึ้นเลยครับ เวลาเสียบ ต้องเสียบให้เข้าล็อคครับ กดลงไปลึก ๆ จนขาทั้งสองข้างของตัวรับสามารถพับขึ้นมาล็อคตัวแรมได้ เวลาเสียบระวังหักนะครับ จับมั่นๆ เอาไว้
6. เมนบอร์ด
อีกสาเหตุหนึ่ง ก็คือตัวเมนบอร์ดเองครับ ถ้าเป็นเมนบอร์ดคุณภาพต่ำ ราคาถูก อาจเป็นสาเหตุได้ ปัญหานี้ตรวจเช็คได้ยากครับ คงต้องยกไปที่ร้าน ให้ลองเปลี่ยนชิ้นส่วนอื่น ๆ ดู ถึงจะพบปัญหานี้ได้ ถ้าสาเหตุเป็นที่เมนบอร์ดจริง ก็คงแย่หน่อย เพราะทางร้านจะส่งซ่อม แทนที่จะเคลมอันใหม่ให้ ต้องรอนานอย่างน้อยเป็นเดือนหรือมากกว่านั้นครับ ยกเว้น เพิ่งซื้อไม่เกินหนึ่งสัปดาห์ อาจได้เปลี่ยนเป็นของใหม่ทันที ต้องแล้วแต่ร้านที่ซื้อมาแล้วครับ
7. ความเข้ากันได้ของอุปกรณ์ต่าง ๆ
อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญมาก คือ ความเข้ากันได้ของอุปกรณ์แต่ละชิ้น ที่พบบ่อยๆ จะเป็นการเข้ากันไม่ได้ของ
เมนบอร์ดกับการ์ดแสดงผล เมนบอร์ดกับแรม จะมีบ้างคือเมนบอร์ดกับฮาร์ดดิสค์ อุปกรณ์แต่ละตัว
ไม่มีตัวไหนเสียหรือรวน ทุกตัวใช้การได้ดีหมด เพียงแต่อยู่ด้วยกันไม่ได้ ถ้าพบปัญหานี้ ลองค้นข้อมูลของอุปกรณ์แต่ละชิ้นในอินเตอร์เนท อาจจะมี patch ออกมาแก้ไขปัญหาได้ ถ้าไม่มีคงต้องปรึกษากับร้านที่คุณซื้ออุปกรณ์มา อธิบายปัญหาให้เขาฟังเพื่อจะขอเปลี่ยนชิ้นส่วนนั้น ๆ เป็นตัวอื่นที่ไม่มีปัญหา
8. ไวรัส
อาการแฮงค์จากไวรัสนี้ แม้จะสร้างปัญหามาก แต่สามารถตรวจพบ และ แก้ไข ปัญหาได้ง่าย
ขอเพียงหมั่นตรวจเช็คเจ้าวายร้าย ไวรัส ให้สม่ำเสมอ และ Update ตัวต้านไวรัสที่มีให้เป็นปัจจุบันทันต่อไวรัสปัญหานี้จะหมดไป
สาเหตุการแก้ไขที่ทำให้เครื่องของคุณแฮงค์
และวิธีสุดท้ายที่ได้ผลฉมังนักแล ก็ต้องลงระบบปฏิบัติการใหม่ ครับ
9. Driver
ถ้าคุณลง driver ไม่ตรงกับอุปกรณ์ที่มีอยู่ รับรองเกิดปัญหาแน่ ซึ่งอาจทำให้เครื่องแฮงค์ได้บ่อย ๆ เหมือนกัน ฉะนั้น เราจะต้องระวังปัญหานี้ไว้ด้วย สามารถตรวจเช็คว่าได้ลง driver ไว้ตรงตามรุ่นหรือไม่ โดยการ คลิกขวาที่ My Computer เลือก Property แล้วเลือก Device Manager อีกที ถ้าอุปกรณ์ใดที่มีเครื่องหมายตกใจ (!) ให้รีบแก้ไข driver ใหม่ให้ตรงตามรุ่นที่มีอยู่
10. ตัวเราเอง
ฟังดูแล้วบางคนอาจจะหัวเราะเยาะว่า ใครจะบ้าจะทำให้เครื่องตัวเองแฮงค์บ่อย สร้างปัญหาให้กับตัวเอง จริง ๆ แล้ว พวกเราอาจจะไม่ตั้งใจทำก็ได้ อาจเกิดจากความไม่รู้ ความสะเพร่า หรือความรีบร้อน เราอาจจะอยากกำจัด file ที่คิดว่าไม่สำคัญออกจากฮาร์ดดิสค์โดยการลบทิ้ง แต่แท้จริง file นั้นสำคัญมาก ถ้า file นั้นเสียหาย หรือ หายไป จะทำให้เกิดอาการผิดปกติของโปรแกรมได้ บางคนอาจจะรีบร้อนปิดเครื่องโดยที่ไม่สั่ง shutdown เสียก่อน file ต่างๆ ที่ load ไว้ยังไม่ถึงสั่งปิดอย่าถูกวิธี ทำให้ file นั้น ๆ เสียหายได้ และทำให้เครื่องแฮงได้ ฉะนั้น ทางแก้ไขคือ เราจะต้องศึกษาการใช้โปรแกรมนั้น ๆ เสียก่อน เพื่อจะได้ไม่ต้องใช้แบบผิด ๆ ถูก ๆ สร้างปัญหาให้ตัวเองอย่างไม่รู้ตัว
ข้อเสนอแนะ 2 วิธีการแก้ปัญหาครื่องแฮงค์
เครื่องแฮงค์เพราะไดรเวอร์
ไดรเวอร์คือ โปรแกรมที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการประสานงานระหว่างฮาร์ดแวร์และระบบปฏิบัติการหรืออธิบายง่ายๆ ก็คือคอยทำหน้าที่แนะนำให้ระบบปฏิบัติการรู้จักและทำงาน ร่วมกับฮาร์ดแวร์ได้นั่นเอง ดังนั้นหากอุปกรณ์ตัวไหนที่ไม่ได้ลงไดรเวอร์ ก็อาจทำให้ระบบปฏิบัติการไม่รู้จัก จึงไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ ดูแล้วไดรเวอร์ ไม่น่าจะเป็นตัวที่ทำให้เกิดปัญหาใช่มั๊ยครับ แต่เนื่องจากว่า บางครั้งไดรเวอร์ที่เป็นเวอร์ชั่นใหม่ไม่สามารถทำงานร่วมกับอุปกรณ์ตัวเก่าได้ มีผู้ใช้หลายคนยกเครื่องมาให้ ช่างคอมพิวเตอร์ตรวจเช็คเนื่องจากปัญหาเครื่องแฮงค์บ่อยพอสอบถามถึงปัญหาก็พบว่าผู้ใช้ได้เคยอัพเดท ไดรเวอร์รุ่นใหม่ที่ดาวน์โหลดมาจากเว็บไซต์บนอินเทอร์เน็ต ดังนั้นเมื่อตรวจเช็คแล้วก็พบว่าไดรเวอร์ที่ผู้ใช้ อัพเดทนั้นเป็นไดรเวอร์รุ่นทดสอบที่หลายเว็บไซต์มักชอบนำมาให้ดาวน์โหลดไปทด สอบกันดูก่อน เมื่อไดรเวอร์ยังไม่สมบูรณ์ จึงยังไม่สามารถทำงานเข้ากับฮาร์ดแวร์ บางตัวได้จึงทำให้เกิดปัญหาเครื่องแฮงค์ นั่นเอง ซึ่งปัญหานี้พบได้บ่อยมาก
สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหาของช่างคอมพิวเตอร์ก็คือ ให้สอบถามพฤติกรรมการใช้งานของ ผู้ใช้ก่อน หากพบเครื่องที่มีอาการแฮงค์หลังจากที่ผู้ใช้อัพเดทไดรเวอร์ลงไปให้สันนิษฐา นไว้ก่อนเลยว่าเกิดจากสาเหตุนี้ วิธีแก้ปัญหาก็คือให้จัดการถอดไดรเวอร์ที่มีปัญหานั้นทิ้งไป แล้วลงไดรเวอร์ตัวเก่าที่เคยใช้งานได้ดีกลับไปเหมือนเดิม โดยมีขั้นตอนดังนี้
1. ให้คลิกขวาที่ไอคอน My Computer > Properties
2. ที่หน้าต่าง System properties ให้คลิกแท็ป Device Driver
3. จากนั้นคลิกขวาที่ไดรเวอร์ของอุปกรณ์ที่มีปัญหา แล้วเลือกคำสั่ง Remove ไดรเวอร์นั้นออกไปแล้วลงไดรเวอร์ตัวเก่าที่เคยใช้งานได้ดีกลับไปเหมือนเดิม
แต่บางครั้งไดรเวอร์ที่มากับอุปกรณ์ตั้งแต่ตอนแรกที่ซื้อมา ก็อาจทำให้มีปัญหาได้เหมือนกัน โดยจะ พบบ่อยมากในไดรเวอร์ของการ์ดแสดงผล 3 มิติ และซาวด์การ์ดยี่ห้อโนเนมทางแก้ปัญหาคือ ต้องไปดาวน์โหลดไดรเวอร์เวอร์ชั่นใหม่จากเว็บไซต์ของผู้ผลิตอุปกรณ์ยี่ห้อที ่ใช้อยู่เท่านั้น ไม่ควรไปดาวน์โหลดจากเว็บไซต์อื่น เพราะจะทำให้เกิดปัญหาตามมาได้
เครื่องแฮงค์เพราะโปรแกรมแอพพลิเคชั่น
หลายครั้งที่อาการแฮงค์มักเกิดหลังจากโปรแกรมที่ติดตั้ง อยู่ในเครื่องเข้ากันไม่ได้ บางไฟล์ของโปรแกรมตัวหนึ่งอาจเข้าไปเปลี่ยนแปลงไฟล์บางตัวของระบบปฏิบัติการ จึงทำให้เกิดปัญหาขึ้นตามมาได้ ส่วนใหญ่มักเกิดจากไฟล์นามสกุล DLL ซึ่งเป็นไฟล์สาธารณะของระบบปฏิบัติการ ที่มักจะมีหลายโปรแกรมที่เราติดตั้ง เข้ามาขอใช้ไฟล์นามสกุล DLL ด้วย แต่บางโปรแกรมก็มีไฟล์ DLL เวอร์ชั่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าไฟล์ DLL ตัวเดิมของระบบปฏิบัติการ เมื่อเราติดตั้งโปรแกรมนี้ลงไปมันก็จะเขียนไฟล์ DLL ตัวใหม่ทับตัวเก่าทันที จึงทำให้เกิดปัญหาเครื่องแฮงค์ตามมา เพราะไฟล์ DLL เวอร์ชั่นใหม่ไม่สามารถทำงานร่วมกับระบบปฏิบัติการได้
สำหรับแนวทางแก้ไขของช่างคอมพิวเตอร์ก็คือ ให้สอบถามพฤติกรรมของการใช้งานของผู้ใช้ก่อน เมื่อพบเครื่องที่มีลักษณะเครื่องแฮงค์หลังจากที่ผู้ใช้ลงโปรแกรมตัวใหม่ลงไป ให้สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่าอาจ มาจากสาเหตุนี้ วิธีการแก้ไขก็คือ หากเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นบนวินโดวส์ 98 / Me ให้บู๊ตเครื่องด้วยแผ่นบู๊ตแล้วพิมพ์คำสั่ง Scanreg / restore เพื่อเป็นการย้อนกลับไปใช้รีจีสทรีที่วินโดวส์ได้แบ็คอัพเก็บไว้ 5 วันหลังสุด ก็ให้เราเลือกวันที่คิดว่ายังไม่เกิดปัญหาเพียงเท่านี้ก็จะสามารถแก้ปัญหานี้ได้ครับ
สำหรับวินโดวส์ Me และวินโดวส์ XP ก็สามารถใช้โปรแกรม System Restore เพื่อย้อนกลับไปยังวันที่ไม่เกิดปัญหาได้ โดยสามารถเรียกใช้โปรแกรมได้ดังนี้
1. คลิกปุ่ม Start > Program > Accessories > System Tools > System Restore
2. เมื่อปรากฏโปรแกรม System Restore ขึ้นมาให้คลิกที่ช่อง Restore my computer to earlier time แล้วคลิกปุ่ม Next
3. เลือกวันที่และจุด Checkpoint ที่คิดว่ายังไม่เกิดปัญหา โดยวันที่ที่สามารถย้อนกลับไปได้จะเป็นช่องหนาๆ เมื่อเลือกเสร็จแล้วให้คลิกปุ่ม Next
4. จะมีหน้าต่างแสดงรายละเอียดของวันที่และจุด Checkpoint ที่ต้องการย้อนระบบกลับไป ให้เราคลิกปุ่ม Next แล้วโปรแกรมก็จะเริ่มทำการย้อนระบบกลับไปยังวันที่และจุด Checkpoint ที่เรากำหนด
ข้อเสนอแนะบ [Krootuuy2009] เกี่ยวกับโปรแกรมที่ใช้ซ่อมจุด ERROR ที่ฟ้องขึ้นปรากฏหน้าจอคอมพิวเตอร์รวมทั้งอาจซ่อมอาการแฮงค์ได้เป็นเบื้องต้นที่ผู้เขียนใช้อยู่ ณ ปัจจุบันนี้คือ
1. โปรแกรมทำความสะอาดจำพวกไฟล์ข้อมูลชั่วคราว : CCleaner
2. โปรแกรมซ่อมจุด ERROR : Error.Repair.Professional
3. โปรแกรมซ่อมแซม Registry : Registry.Repair 2.2
หน้าที่ 7 - อาการ : DISK BOOT FAILURE, INSERT DISK SYSTEM PRESS ENTER
กระบวนการ POST (power on self test)
.....................กระบวนการ power on self test (POST) ของเมนบอร์ด คือ การตรวจสอบความพร้อมของระบบโดยรวมของตัวเมนบอร์ดและอุปกรณ์ที่สำคัญของระบบ ก่อนที่จะทำการ เริ่มระบบปฏิบัติการของคอมพิวเตอร์ ถ้ากระบวนการ power on self test ทำงานได้ไม่สมบูรณ์ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตามจะไม่สามารถเริ่มระบบปฏิบัตการได้
กระบวนการ Power on self test เรื่มเมือใด ?
กระบวนการ power on self test จะเริ่มทำงานทันทีทีทำการ เปิดสวิทซ์ ของเครื่องคอมพิวเตอร์ ( power on) แล้วจะเริ่มทำการตรวจสอบส่วนประกอบพิ้นฐานสำคัญต่างๆของคอมพิวเตอร์
.....................การเริ่มกระบวนการ Powe on self test จะเริ่มขิ้นตั้งแต่ การตรวจสอบการมีอยู่ของ CPU โดยจะทำการตรวจสอบจาก รีจิสเตอร์ 286 ของซีพียู เพื่อทำการเริ่มกระบวนการ ซึ่งการตรวจสอบรีจิสเตอร์นี้ ถ้าหากซีพียูที่ใส่กับเมนบอร์ดไม่มีสัมพันธ์กัน หรือที่เรียกว่าไม่คอมแพททิเบิลกันกับเมนบอร์ดก็จะไม่สามารถทำการเริ่มระบบในกระบวนการต่อไปได้ แต่ถ้าซีพียูถูกต้อง ก็จะทำการเริ่มกระบวนการต่อไป หลังจากนั้นจะทำการรีเซ็ตระบบ 1 คร้งแล้วดำเนินตามกระบวนการถัดไป ก้อคือทำการตรวจสอบอุปกรณ์ที่มีอยู่และสามารถใช้ได้ ซึ่งในขั้นตอนนี้ก็จะทำการตรวจสอบระบบของการทำ INTERRUP หรือการขัดจังหวะทางซีพียูด้วย ทำการตรวจสอบหน่วยความจำภายในตัวซีพียู และหน่วยความจำภายนอก ( RAM) หลังจากนั้นก็จะทำการตรวจสอบการมีอยู่ของ display card คือการ์ดแสดงผล เพื่อทำการแสดงผลในส่วนของค่ากำหนดพื้นฐานเบื้องต้น ซึ่งเมือผ่านขั้นตอนนี้ส่วนมากจะเริ่มแสดงผลบนหน้าจอแล้ว แล้วทำการตรวจสอบอุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูลภายนอกคือ ดิสก์ไดรฟ์ต่างๆ เพื่อทำการเริ่มระบบปฏิบัติการที่ได้ติดตั้งไว้ในอุปกรจัดเก็บข้อมูล
เมื่อเปิดสวิตซ์ไฟที่เครื่องคอมพิวเตอร์ เจ้าเครื่องคอมพิวเตอร์ก็จะเริ่มทำงาน เพื่อตรวจสอบและทดสอบชิ้นส่วน อุปกรณ์ต่างๆ ที่ประกอบเข้ากับตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ ว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นหรือไม่ ซึ่งถ้ามีสิ่งผิดปกติบางอย่าง เครื่องก็จะทำการเตือนคุณด้วยเสียง หรือตัวหนังสือบางอย่างบนหน้าจอมอนิเตอร์ กระบวนการต่างๆ
ในการตรวจสอบอุปกรณ์นี้เราเรียกกันว่ากระบวนการในการบู๊ตอัประบบนั่นเอง
การบู๊ตเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะในระยะแรกเครื่องคอมพิวเตอร์ จะทำได้แค่เพียงการตรวจสอบอุปกรณ์ ที่มาต่อพ่วงกับมัน และทำให้มันมีชีวิตขึ้น ส่วนขั้นตอนการใช้งาน การจัดการ หรือการบริหารอุปกรณ์ ต่างๆ เหล่านี้ เครื่องคอมพิวเตอร์จะโยนให้เป็นภาระหน้าที่ของระบบปฏิบัติการแทน ในภายหลัง หลังจากที่มันสามารถบู๊ตตัวเองขี้นมาได้แล้ว
กระบวนการ POST ( Power On Self Test ) เป็นสิ่งแรกที่เครื่องคอมพิวเตอร์ทำเ เวลาที่เปิดเครื่องใหม่ๆ โดย Post จะทำหน้าที่ในการตรวจสอบอุปกรณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Keyboard , ระบบแสดงผล หรืออุปกรณ์พื้น ฐานอื่นๆ โดยมันจะส่งข้อความเตือน หรือเสียงเตือน ถ้ามีอะไรที่ผิดพลาด เช่น มีเสียงดังปี๊บสั้นๆ หลายๆ ครั้ง พร้อมทั้งขี้นรหัส 305 แสดงว่ามีปัญหาเกิดขึ้นที่ keyboard หรือมีเสียงปี๊บ ( beep ) 1 ครั้ง ก็แสดงว่า
อุปกรณ์ต่างๆ ภายในเครื่องได้ผ่านการทดสอบจากกระบวนการ Post เรียบร้อยแล้ว เป็นต้น
เสียงบี๊ป
ลักษณะการแสดงผล
เกิดปัญหาขึ้นที่
ไม่มี
ว่างเปล่า
เพาเวอร์ซัพพลายหรือแหล่งจ่ายไฟ
ไม่มี
เคอร์เซอร์เท่านั้น
เพาเวอร์ซัพพลาย
ไม่มี
ดอสพร้อมท์
ลำโพง
*
ดอสพร้อมท์
ปกติ
*
ขึ้นภาษาเบสิก
ดิสก์
*-
ว่างเปล่า
จอมอนิเตอร์
**
ว่างเปล่า
จอมอนิเตอร์
**
มีรหัสผิดพลาด
ปัญหาอื่นๆ ส่วนใหญ่เป็นที่หน่วยความจำ
หลาย *
มีรหัส 305
Keyboard
หลาย *
อื่นๆ
เพาเวอร์ซัพพลาย
เสียงบี๊ปไม่หยุด
อื่นๆ
เพาเวอร์ซัพพลาย
-*
อื่นๆ
Mainboard
-**
อื่นๆ
จอมอนิเตอร์
-***
อื่นๆ
จอมอนิเตอร์
หมายเหตุ
* หมายถึง เสียงดังปี๊ปสั้นๆ
เช็คฮาร์ดแวร์ในกระบวนการ POST
การ POST เป็นกระบวนการตรวจสอบการทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ ว่าปกติดีหรือไม่ ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อมีการเปิดเครื่องครั้งแรก ดังนั้นเราจะต้องทำความรู้จักกันก่อนว่ากระบวนการนี้มีขั้นตอนอย่างไร ดังนี้
หน้าจอแรก ข้อมูลของการ์ดแสดงผล
ที่ห้าจอแรกนี้จะแสดงข้อมูลของการ์ดแสดงผลที่ใช้ในเครื่อง ได้แก่ ยี่ห้อ , รุ่นของชิป CPU, ชนิดของ Slot ติดตั้ง , ขนาดของแรมบนการ์ด , เวอร์ชันของ BIOS ที่ใช้บนการ์ด
หน้าจอที่สอง กระบวนการตรวจสอบเครื่อง
โดยเริ่มจากมีเสียงบี๊บดัง 1 ครั้งแสดงว่าเครื่องทำงานปกติ (แต่ถ้าได้ยินมากกว่า 1 ครั้งให้รีบปิดเครื่องทันที) จากนั้นเครื่องจะตรวจนับแรม รุ่นและความเร็วของซีพียู ต่อไปก็จะทำการตรวจสอบฮาร์ดดิสก์ และซีดีรอมไดรฟ์ ต่อไป
หน้าจอที่สามรายการฮาร์ดแวร์ที่ตรวจพบ
เมื่อคุณพบหน้าจอดังรูปให้กดปุ่ม <Break/Pause> เพื่อหยุดหน้าจอแล้วตรวจดูว่ามีอุปกรณ์ครบหรือไม่ เช่น รุ่นและความเร็วของ CPU ขนาดของหน่วยความจำ Cache ฟล๊อบปี้ดิสก์ไดรว์ รุ่นของฮาร์ดดิสก์และซีดีรอมไดรว์ เป็นต้น จากนั้นก็กดปุ่มใดก็ได้เพื่อให้เครื่องทำงานต่อ
หลังจากนั้นเครื่องก็บู๊ตเข้าสู่ระบบปฏิบัติการต่อไป ซึ่งถ้าเป็นเครื่องใหม่ที่ยังไม่ได้ลงระบบปฏิบัติการใดๆเลย เครื่องก็จะไม่ทำงานต่อและจะแจ้งข้อความดังนี้
DISK BOOT FAILURE, INSERT DISK SYSTEM PRESS ENTER
ดังนั้นให้คุณหาแผ่นบู๊ตหรือแผ่นซีดีรอมที่สามารถบู๊ตได้มาใส่ลงในไดรว์ (อย่าลืมกำหนดให้ BIOS บู๊ตจากไกรว์ A และไดรว์ CD-ROM เสียก่อน) เพื่อให้เครื่องบู๊ตจากแผ่นดิสก์หรือซีดีได้ จากนั้นก็ติดตั้งระบบปฏิบัติการที่ต้องการลงไปบนฮาร์ดดิสก์
DISK BOOT FAILURE, INSERT DISK SYSTEM PRESS ENTER
จากข้อความข้างต้น วิธีตรวจเช็คและการแก้ไขของผม ส่วนมากแล้วจะปรากฏว่า คอมฯไม่พบฮาร์ดิสก์ ให้ตรวจดูที่สายแพ , สายไฟ ที่ต่อเข้ากับอุปกรณ์ในคอมพิวเตอร์ทุกจุด หากแก้ไม่ได้หมายความว่า ฮาร์ดดิสก์..เจ๊ง !!...แล้วครับ ต้องเปลียนฮาร์ดิสก์ใหม่แล้วหล่ะ
หน้าที่ 8 - อาการ : เครื่องทำงานพื้นฐานตามปกติได้แต่ไม่สามารถใช้อุปกรณ์บางตัวได้ โดยที่อุปกรณ์ตัวนั้นไม่ได้เสีย
เครื่องทำงานพื้นฐานตามปกติได้แต่ไม่สามารถใช้อุปกรณ์บางตัวได้ โดยที่อุปกรณ์ตัวนั้นไม่ได้เสีย
- สาเหตุที่ 1 Chip บางตัวบนเมนบอร์ดเสีย
วิธีแก้ ให้ลองไปดูเรื่อง Beep code และถ้าสาเหตุมาจาก Chip บนเมนบอร์ดให้ไปส่งร้านซ่อมเพื่อเปลี่ยน Chip หรือต้องซื้อเมนบอร์ดตัวใหม่ถ้าไม่มีอะไหล่
- สาเหตุที่ 2 สล็อตหรือพอร์ตบางพอร์ตบนเมนบอร์ดเสีย
วิธีแก้ ลองเปลี่ยนการ์ดตัวนั้นไปเสียบสล็อตอื่นที่เหลือแทน แล้วลองทดสอบตามปกติ ถ้าเหมือนเดิมส่งร้านซ่อมหรือซื้อเมนบอร์ดใหม่
- สาเหตุที่ 3 เกิดการ Conflict กับอุปกรณ์ตัวอื่น
วิธีแก้ เข้าไปที่ Device Manager ให้สังเกตว่ามีเครื่องหมายอัศเจรีย์ (!) แสดงว่าที่อุปกรณ์ตัวนั้นมีปัญหา ได้ดับเบิ้ลคลิกที่อุปกรณ์ตัวนั้นเพื่อเข้าสู่ Properties จากนั้นลองแก้ไขค่า Resources ต่าง ๆ เพื่อไม่ให้ซ้ำกับอุปกรณ์ตัวอื่นครับ
- สาเหตุที่ 4 ไม่ได้ลงไดรเวอร์
วิธีแก้ ให้ทำการติดตั้งไดรเวอร์ลงไป โดยไดรเวอร์มักจะแถมมากับอุปกรณ์ตัวนั้น ๆ หรือถ้าหาไม่ได้ให้ลองดาวน์โหลดไดรเวอร์จากเว็บไซต์ผู้ผลิตดู
- สาเหตุที่ 5 ลงไดรเวอร์ผิดรุ่น
วิธีแก้ ในบางครั้งที่ระบบปฏิบัติการจะตรวจสอบชนิดและรุ่นของอุปกรณ์ตัวนั้น ๆ โดยอัตโนมัติ ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่ผลของการตรวจสอบจะคลาดเคลื่อน ทางที่ดีควรตรวจเช็คให้แน่ว่ารุ่นของอุปกรณ์ตรงกับไดรเวอร์ที่ลงหรือไม่ ถ้าไม่แน่ใจให้ลงไดรเวอร์จากแผ่นโปรแกรมที่มาพร้อมกับเครื่อง
หน้าที่ 9 - อาการ : เสียที่เกิดจากเมนบอร์ด
อาการเสียที่เกิดจากเมนบอร์ด
เมนบอร์ดเป็นที่รวมอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ที่ติดตั้งภายในคอมพิวเตอร์จึงมีปัญหาต่อเนื่องเกี่ยวพันกับอุปกรณ์อื่นเช่น ซีพียู แรม หรือการ์ดติดตั้งต่าง ๆ สำหรับปัญหาที่ผู้ใช้มักพบเห็นที่เกี่ยวกับเมนบอร์ดดังนี้
• ปัญหาที่ 1 รู้ได้อย่างไรว่าเมนบอร์ดที่ใช้อยู่ รองรับอุปกรณ์ Onboard อะไรบ้าง
วิธีแก้ หากอยากรู้ว่าคอมพิวเตอร์หรือเมนบอร์ดที่ใช้อยู่มีอุปกรณ์ Onboard อะไรแถมมาด้วยก็ไม่ยาก โดยให้ดูที่ด้านท้ายเคสซึ่งจะมีพอร์ตสำหรับต่อเมาส์ และย์บอร์ด ถ้าหากเมนบอร์ดมีอุปกรณ์ Onboard อื่นให้มาด้วยก็จะมีพอร์ตสำหรับอุปกรณ์นั้นเช่น พอร์ต Modem, Lan, VGA, Sound คือถ้าพบมีพอร์ตดังกล่าวอยู่ท้ายเคสก็ให้เสียบใช้งานได้ทันที
• ปัญหาที่ 2 การ์ดจอ Onboard เสียจะทำอย่างไร
ปัญหานี้จะแสดงอาการออกมาในลักษณะเปิดเครื่องได้เห็นไฟเข้าเครื่องทำงานปกติแต่หน้าจอจะไม่มีภาพอะไรเลย ผู้ใช้หลายคนนึกว่าเมนบอร์ดเสีย จึงไปหาซื้อเมนบอร์ดมาเปลี่ยนใหม่ทำให้สูญเสียเงินไปโดยใช่เหตุ
สาเหตุ เป็นเพราะระบบแสดงผลของชิปเซ็ตบนเมนบอร์ดเสีย ทำให้ไม่มีภาพปรากฏบนหน้าจอ
วิธีแก้ ให้ทำการจัมเปอร์บนเมนบอร์ดเป็น Disable หรือกำหนดค่าในไบออสให้เป็น Disable ขึ้นอยู่กับรุ่นของเมนบอร์ด แล้วนำการ์ดจอมาติดตั้งลงในสล็อต AGP แทน หากเป็นรุ่นที่ไม่มีสล็อต AGP ก็คงต้องหาซื้อการ์ด PCI มาติดตั้งแทน
• ปัญหาที่ 3 เมนบอร์ดมีการ์ดเสียง Onboard ไม่ทำงาน
ปัญหานี้มีลักษณะคล้ายกับปัญหาการ์ดจอ Onboard แต่ส่วนใหญ่การ์ดเสียง Onboard ที่มีปัญหาใช้งานไม่ได้
- สาเหตุ
1. ยังไม่ได้กำหนดให้ใช้งานวงจรเสียงได้จากไบออส
2. ยังไม่ติดตั้งไดรเวอร์สำหรับวงจรเสียงดังกล่าว
3. อาจเป็นส่วนของวงจรเสียงในชิปเซ็ตเสีย
- วิธีแก้
1. กำหนดค่าในไบออสโดยเลือกหัวข้อ Integrated Peripherals
2. เลือกหัวข้อ Onboard Hardware Audio และกำหนดค่าเป็น Enabled
3. Save ค่าไว้และออกจากไบออสบู๊ตเครื่องใหม่
4. ใช้แผ่นไดรเวอร์เมนบอร์ดติดตั้งไดรเวอร์เสียงลงใน Windows
5. หากติดตั้งแล้วใช้การไม่ได้แสดงว่าส่วนวงจรเสียงเสีย ให้ Disabled ยกเลิกการใช้งานในไบออส แล้วหาซื้อการ์ดเสียงมาติดตั้งใหม่ครับ
หน้าที่ 10 - อาการ : เวลาบู๊ตเครื่องต้องกด F1 ทุกครั้ง
เวลาบู๊ตเครื่องต้องกด F1 ทุกครั้ง
สาเหตุ พบความผิดพลาดขณะทำการตรวจสอบระบบเรียกว่า Post (Power On Self Test)
วิธีแก้ เมื่อขณะเปิดเครื่อง Bios จะทำการตรวจสอบระบบเรียกว่า Post (Power On Self Test) ถ้าพบผิดพลาดจะมีข้อความแจ้งให้ผู้ใช้ทราบและหยุดรอผู้ใช้กด เพื่อทำงานต่อ ซึ่งข้อผิดพลาดส่วนใหญ่มักเกิดจากการที่เราตั้งค่าใน Bios ว่ามีอุปกรณ์บางอย่างอยู่ในเครื่องซึ่งไม่มีอยู่จริง เมื่อ Bios ว่ามีอุปกรณ์บางอย่างอยู่ในเครื่องซึ่งไม่มีอยู่จริง เมื่อ Bios ค้นหาอุปกรณ์ต่าง ๆ แล้วไม่พบ อุปกรณ์ดังกล่าวจึงแจ้งความผิดพลาดให้เราทราบ ซึ่งเราอาจเข้าไปแก้ค่าต่าง ๆ ใน Bios ให้ตรงกับความจริง ปัญหาที่ Bios ก็จะหายไปเอง ครับ
หน้าที่ 11 - อาการ : Error Code จากหน้า Bluescreen (จอสีฟ้า)
อาการ Error Code จากหน้า Bluescreen (จอสีฟ้า)
Blue Screen คืออะไร
หลาย ๆ คนคงจะเคยได้ยินคำ ๆ นี้มาบ้างแล้ว ที่จริงแล้ว Blue Screen ก็คือการแฮงค์ ของเครื่องคอมพิวเตอร์แบบหนึ่งนั่นเอง แต่แทนที่จะมีอาการแบบ นิ่ง หรือค้างไปเฉย ๆ ที่หน้าจอ จะกลายเป็นสีฟ้า และมีตัวหนังสือบอกรายละเอียดต่าง ๆ (ที่อ่านไม่เห็นจะเข้าใจเลย) ส่วนใหญ่แล้ว ก็จะมีข้อความบอกว่า ให้กดคีย์อะไรก็ได้ เพื่อทำงานต่อไป หรือกด Ctrl + Alt + Del เพื่อทำการ Restart Computer ถ้าหากเจอหน้าจอแบบนี้ ก็มีหลักการเดียวกันครับ คือกดลองกดปุ่มอะไรก็ได้ก่อน และพยายามทำการ Shut Down ให้ได้ แต่ถ้าหากไม่ได้จริง ๆ ก็กด Ctrl + Alt + Del เพื่อบูทเครื่องใหม่เลยครับ
คำว่า Blue Screen คนเล่นคอมพ์ จะรู้จักดีและเป็นสิ่งที่ทุกคนกลัวไม่อยากให้เกิดกับเครื่องของตน เพราะถ้าเกิดนั้นเป็นสัญญาณบอกเหตุว่าคอมของตนเริ่มมีปัญหาแน่นอน Error Code เป็นเลขรหัสที่เราๆ ท่านๆ ต้องงงเพราะไม่รู้ว่ามันหมายความว่าอะไร และจะมีทางแก้ไขอย่างไร ผมไปค้นเจอมาว่าแต่ละตัวมีความหมายอย่างไร เลยเอามาให้คุณๆ ได้อ่าน คิดว่าน่าจะเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาได้บ้าง (ซึ่งรหัสของ Blue Screen จริงๆ นั้น มีเกินร้อยตัวทีเดียว)
1. ( stop code 0 X000000 BE) Attempted Write To Readonly Memory
อาการนี้เกิดจากการลง driver หรือ โปรแกรม หรือ service ที่ผิดพลาด เช่น ไฟล์บางไฟล์เสีย
ไดร์เวอร์คนละรุ่นกัน
ทางแก้ไข
ให้ uninstall โปรแกรมตัวที่ลงก่อนที่จะเกิดปัญหานี้ ถ้าเป็นไดร์เวอร์ก็ให้ทำการ roll back ไดร์เวอร์ตัวเก่ามาใช้ หรือ หาไดร์เวอร์ที่ล่าสุดมาลง (กรณีที่มีใหม่กว่า) ถ้าเป็นพวก service ต่างๆที่เราเปิดก่อนเกิดปัญหาก็ให้ทำการปิด หรือ disable ซะ
2. ( stop code 0 X000000 C2) Bad Pool Caller
ตัวนี้จะคล้ายกับตัวข้างบน แต่เน้นที่พวก hardware คือเกิดจากอัพเกรดเครื่องพวก Hardware ต่าง เช่น ram ,harddisk, การ์ดต่างๆ ไม่ compatible กับ XP
ทางแก้ไข
ก็ให้เอาอุปกรณ์ที่อัฟเกรดออก ถ้าจำเป็นต้องใช้ก็ให้ลงไดร์เวอร์ หรือ อัฟเดท firmware ของอุปกรณ์นั้นใหม่ และคำเตือนสำหรับการจะอัฟเดท ให้ปิด anti-virus ด้วยนะครับ เดียวมันจะยุ่งเพราะพวกโปรแกรม anti-virus มันจะมองว่าเป็นไวรัส
3. ( stop code 0 X0000002 E) Data Bus Error
อาการนี้เกิดจากการส่งข้อมูลที่เรียกว่า BUS ของฮาร์ดแวร์เสียหาย ซึ่งได้แก่ ระบบแรม ,cache L2 ของซีพียู , เมมโมรีของการ์ดจอ , ฮาร์ดดิสก์ทำงานหนักถึงขั้น error (ร้อนเกินไป) และเมนบอร์ดเสีย
4. ( stop code 0 X000000 D1) Driver IRQL Not Less Or Equal
อาการไดร์เวอร์กับ IRQ (Interrupt Request ) ไม่ตรงกัน การแก้ไขก็เหมือนกับ error ข้อที่
5. ( stop code 0 X0000009 F) Driver Power State Failure
อาการนี้เกิดจาก ระบบการจัดการด้านพลังงานกับไดรเวอร์ หรือ service ขัดแย้งกัน เมื่อคุณให้คอมทำงานแบบ" hibernate"
แนวทางแก้ไข
ถ้าวินโดวส์แจ้ง error ไดร์เวอร์หรือ service ตัวไหนก็ให้ uninstall ตัวนั้น หรือจะใช้วิธี Rollback driver
หรือ ปิดระบบจัดการพลังงานของวินโดวส์ซะ
6. ( stop code 0 X000000 CE) Driver Unloaded Without Cancelling Pending Operations
อาการไดร์เวอร์ปิดตัวเองทั้งๆ ทีวินโดวส์ยังไม่ได้สั่ง
การแก้ไขให้ทำเหมือนข้อ 1
7. ( stop code 0 X000000 F2) Hardware Interrupt Storm
อาการที่เกิดจากอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ เช่น USB หรือ SCSI controller จัดตำแหน่งกับ IRQ ผิดพลาด สาเหตุจากไดร์เวอร์หรือ firmware
การแก้ไขเหมือนกับข้อ 1
8. ( stop code 0 X0000007 B) Inaccessible Boot Device
อาการนี้จะมักเจอตอนบูตวินโดวส์ จะมีข้อความบอกว่าไม่สามารถอ่านข้อมูลของไฟล์ระบบหรือ boot partitions ได้ ให้ตรวจฮาร์ดดิสก์ว่าปกติหรือไม่ สายแพหรือสายไฟที่เข้าฮาร์ดดิสก์หลุดหรือไม่ ถ้าปกติดีก็ให้ตรวจไฟล์ boot.ini อาจจะเสีย หรือไม่ก็มีการทำงานแบบ multi OS ให้ตรวจดูว่าที่ไฟล์นี้อาจเขียน config ของ OS ขัดแย้งกัน
อีกกรณีหนึ่งที่เกิด error นี้ คือเกิดขณะ upgrade วินโดวส์ สาเหตุจากมีอุปกรณ์บางตัวไม่ compatible ให้ลองเอาอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็นหรือคิดว่ามีปัญหาออก เมื่อทำการ upgrade วินโดวส์ เรียบร้อย ค่อยเอาอุปกรณ์ที่มีปัญหาใส่กลับแล้วติดตั้งด้วยไดร์เวอร์รุ่นล่าสุด
9. ( stop code 0 X0000007 A) Kernel Data Inpage Error
อาการนี้เกิดมีปัญหากับระบบ virtual memory คือวินโดวส์ไม่สามารถอ่านหรือเขียนข้อมูลที่ swapfile ได้ สาเหตุอาจเกิดจากฮาร์ดดิสก์เกิด bad sector, เครื่องติดไวรัส , ระบบ SCSI ผิดพลาด , RAM เสีย หรือ เมนบอร์ดเสีย
10. ( stop code 0 X00000077) Kernel Stack Inpage Error
อาการและสาเหตุเดียวกับข้อ 9
11. ( stop code 0 X0000001 E) Kmode Exception Not Handled
อาการนี้เกิดการทำงานที่ผิดพลาดของไดร์เวอร์ หรือ service กับ หน่วยความจำ และ IRQ ถ้ามีรายชื่อของไฟล์หรือ service แสดงออกมากับ error นี้ให้ทำการ uninstall โปรแกรมหรือทำการ roll back ไดร์เวอร์ตัวนั้น
ถ้ามีการแจ้งว่า error ที่ไฟล์ win32 k สาเหตุเกิดจาก การ control software ของบริษัทอื่นๆ ( Third-party) ที่ไม่ใช้ของวินโดวส์ ซึ่งมักจะเกิดกับพวก Networking และ Wireless เป็นส่วนใหญ่
Error นี้อาจจะเกิดสาเหตุอีกอย่าง นั้นคือการ run โปรแกรมต่างๆ แต่หน่วยความจำไม่เพียงพอ
12. ( stop code 0 X00000079) Mismatched Hal
อาการนี้เกิดการทำงานผิดพลาดของ Hardware Abstraction Layer (HAL) มาทำความเข้าใจกับเจ้า HAL ก่อน HAL มีหน้าที่เป็นตัวจัดระบบติดต่อระหว่างฮาร์ดแวร์กับซอฟท์แวร์ว่าแอปพลิเคชั่นตัวไหนวิ่งกับอุปกรณ์ตัวไหนให้ถูกต้อง ยกตัวอย่าง คุณมีซอฟท์แวร์ที่ออกแบบไว้ใช้กับ Dual CPU มาใช้กับเมนบอร์ดที่เป็น Single CPU วินโดว์ก็จะไม่ทำงาน วิธีแก้คือ reinstall วินโดวส์ใหม่
สาเหตุอีกประการการคือไฟล์ที่ชื่อ NToskrnl.exe หรือ Hal.dll หมดอายุหรือถูกแก้ไข ให้เอา Backup ไฟล์ หรือเอา original ไฟล์ที่คิดว่าไม่เสียหรือเวอร์ชั่นล่าสุดก๊อปปี้ทับไฟล์ที่เสีย
13. ( stop code 0 X0000003 F) No More System PTEs
อาการนี้เกิดจากระบบ Page Table Entries (PTEs) ทำงานโดย Virtual Memory Manager (VMM) ผิดพลาด ทำให้วินโดวส์ทำงานโดยไม่มี PTEs ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับวินโดวส์ อาการนี้มักจะเกิดกับการที่คุณทำงานแบบ multi monitors
ถ้าคุณเกิดปัญหานี้บ่อยครั้ง คุณสามารถปรับแต่ง PTEs ได้ใหม่ ดังนี้
1. ให้เปิด Registry ขึ้นมาแก้ไข โดยไปที่ Start > Run แล้วพิมพ์คำสั่ง Regedit
2. ไปตามคีย์นี้ HKEY_LOCAL_MACHINESYSTEMCurrentControlSetControlSession Manager Memory Management
3. ให้ดูที่หน้าต่างขวามือ ดับคลิกที่ PagedPoolSize ให้ใส่ค่าเป็น 0 ที่ Value data และคลิก OK
4. ดับเบิลคลิกที่ SystemPages ถ้าคุณใช้ระบบจอแบบ Multi Monitor ให้ใส่ค่า 36000 ที่ Value data หรือใส่ค่า 40000 ถ้าเครื่องคุณมี RAM 128 MB และค่า 110000 ในกรณีที่เครื่องมี RAM เกินกว่า 128 MB แล้วคลิก OK รีสตาร์ทเครื่อง
14. ( stop code 0 X00000024) NTFS File System
อาการนี้สาเหตุเกิดจากการรายงานผิดพลาดของ Ntfs.sys คือไดร์เวอร์ของ NTFS อ่านและเขียนข้อมูลผิดพลาด สาเหตูนี้รวมถึง การทำงานผิดพลาดของ controller ของ IDE หรือ SCSI เนื่องจากการทำงานของโปรแกรมสแกนไวรัส หรือ พื้นที่ของฮาร์ดดิสก์เสีย คุณๆสามารถทราบรายละเอียดของ error นี้ได้โดยให้เปิดดูที่ Event Viewer วิธีเปิดก็ให้ไปที่ start > run แล้วพิมพ์คำสั่ง eventvwr.msc เพื่อเปิดดู Log file ของการ error โดยให้ดูการ error ของ SCSI หรือ FASTFAT ในหมวด System หรือ Autochk ในหมวด Application
15. ( stop code 0 X00000050) Page Fault In Nonpaged Area
อาการนี้สาเหตุการจากการผิดพลาดของการเขียนข้อมูลในแรม
การแก้ไขก็ให้ทำความสะอาดขาแรมหรือลองสลับแรมดูหรือไม่ก็หาโปรแกรมที่ test แรมมาตรวจว่าแรมเสียหรือไม่
16. ( stop code 0 Xc0000221) Status Image Checksum Mismatch
อาการนี้สาเหตุมาจาก swapfile เสียหายรวมถึงไดร์เวอร์ด้วย การแก้ไขก็เหมือนข้อ 15
17. ( stop code 0 X000000 EA) Thread Stuck In Device Driver
อาการของ error นี้คือการทำงานของเครื่องจะทำงานในแบบวนซ้ำๆ กันไม่สิ้นสุด เช่นจะรีสตร์ทตลอด หรือแจ้ง error อะไรก็ได้ขึ้นมาไม่หยุด ปัญหานี้ สาเหตุอาจจะเกิดจาก bug ของโปรแกรมหรือสาเหตุอื่นๆ เป็นร้อย การแก้ไขให้พยายามทำตามนี้
1. ให้ดูที่ power supply ของคุณว่าจ่ายกำลังไฟเพียงพอกับความต้องการของคอมคุณหรือไม่ ให้ดูว่าในเครื่องคุณมีอุปกรณ์มากไปไม่เหมาะกับ power supply ของคุณ ก็ให้เปลื่ยนตัวใหม่ให้กำลังมากขึ้น ปัญหานี้ผมเคยมีประสพการณ์แล้ว 2 ครั้ง คือ
2. ให้คุณดูที่การ์ดจอว่าได้ใช้ไดร์เวอร์ตัวล่าสุด ถ้าแน่ใจว่าใช้ตัวล่าสุดแล้วยังมีอาการ ก็ให้ทำการ Rollback ไดร์เวอร์ตัวก่อนที่จะเกิดปัญหา
3. ตรวจดูการ์ดจอและเมนบอร์ดว่าเสียหรือไม่เช่น มีรอยไหม้ , ลายวงจรขาด มีชิ้นสวนบางชิ้นหลุดจากตำแหน่งเดิม เป็นต้น
4. ดูที่ bios ว่าส่วนของ VGA slot เลือกโหมด 4 x,8 x ถูกตามสเปกของการ์ดหรือไม่
5. เช็คดูที่ผู้ผลิตเมนบอร์ดว่ามีไดร์เวอร์ตัวใหม่หรือไม่ ถ้ามีให้โหลดลงใหม่ซะ
6. ถ้าคุณมีการ์ดแลนหรือเมนบอร์ดของคุณมี on board อยู่ให้ disable ฟังก์ชั่น " PXE Resume/Remote Wake Up" โดยไปปิดที่ BIOS
18. ( stop code 0 X0000007 F) unexpected Kernel Mode Trap
อาการนี้ส่วนใหญ่จะเป็นกับนัก overclock (ผมก็คนหนึ่ง) เป็นอาการ RAM ส่งข้อมูลให้ CPU ไม่สัมพันธ์กันคือ CPU วิ่งเร็วเกินไป หรือร้อนเกินไปสาเหตุเกิดจากการ overclock วิธีแก้ก็คือลด clock ลงมาให้เป็นปกติ หรือ หาทางระบายความร้อนจาก CPU ให้มากที่สุด
19. ( stop code 0 X000000 ED) Unmountable Boot Volume
อาการที่วินโดวส์หาฮาร์ดดิสก์ไม่เจอ (ไม่ใช่ตัวบูตระบบ) ในกรณีที่คุณมีฮาร์ดดิสก์หลายตัว หนึ่งในนั้นคุณอาจใช้สายแพของฮาร์ดดิสก์ผิด เช่น ฮาร์ดดิสก์เป็นแบบ 33 MB/secound ซึ่งต้องใช้สายแพ 40 pin แต่คุณเอาแบบ 80 pin ไปต่อแทน
ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม
ในส่วน ERROR code 0 X0000007 B
จากประสบการณ์ที่พบเห็นเมื่อเร็วๆนี้ จะเป็นลักษณะอาการที่คอมพ์ติดไวรัสเข้าให้แล้วหล่ะครับ
ไวรัสตัวนี้เมื่อติดแล้วหากเข้า SAFE MODE ก็จะขึ้นบลูสกรีนเลยครับ
ขึ้นบลูสกรีนได้ จะเป็นดังรูปครับ เออเร่อ 0X0000007B ละก็ใช่เลย
เป็นไวรัส IEXPLORERS.exe,Scvvhost.exe,hotquet.exe,posonivy.exe,posonivy.doc,Scvvhostwb.dll
อาการไวรัสตัวนี้ คือ
1. เมื่อเปิดโปรแกรมช่วยแก้ไวรัส hijack this kill process และคงอีกหลายตัวครับ จะเปิดไม่ได้
2.เมื่อเปิด taskmanager msconfig regedit gpedit จะเปิดไม่ได้เปิดแล้วจะเงียบครับ เมนู folder option หาย
3.เปิด IE ได้แต่เมื่อใช้ไปสักครู่จะปิดลง หรือ หากตั้งค่า IE ก็จะปิดลงเช่นกัน แต่ใช้ fire fox หรือบราวเซอร์ตัวอื่นๆได้
4.จะสร้างโฟลเดอร์เลียนแบบโฟลเดอร์งานของเราในแฟลชไดว์ฟเท่านั้น ไม่พบว่ามีการสร้างโฟลเดอร์เลียนแบบงานของเราในไดว์ฟต่างๆบนเครื่อง
5.เมื่อเข้า safe mode จะขึ้นบลูสกรี
วิธีแก้ไวรัส IEXPLORERS.exe,Scvvhost.exe,hotquet.exe,posonivy.exe,posonivy.doc,Scvvhostwb.dll
หน้าที่ 12 - อาการ : เครื่องอืด ประการที่ ๑
วิธีแก้เครื่องอืด ประการที่ 1 ลงโปรแกรมไว้มากล้น
มาลองดูดีกว่าครับว่า ปัญหาหลักๆ ของการที่คอมพิวเตอร์ตัวเก่งเริ่มออกอาการงอแง หรือออกอาการชราภาพก่อนวัยอันควรนั้น มีสาเหตุหลักๆ อะไรบ้าง และจะมีหนทางแก้ไขอย่างไร
เคยมีการสำรวจแล้วพบว่า กว่า 70% ของปัญหาที่ทำให้คอมพ์เกิดอาการรวน แฮงก์ เดี้ยง หรืออืดนั้น มาจากซอฟต์แวร์ ไม่ใช่ฮาร์ดแวร์อย่างที่หลายคนเข้าใจ และกว่า 50% ของปัญหาที่เกิดจากซอฟต์แวร์นั้นมาจากการที่ผู้ใช้ทำการติดตั้งโปรกแกรมเอาไว้มากเกินไป และมีโปรแกรมที่ทำงานซ้ำซ้อนกันหลายตัว
เริ่มสำรวจด่วนเลยครับ ว่าปัญหาของเราเข้าข่ายนั้นหรือเปล่า ? โดยกดคลิ้กเข้าไปที่ Control Panel และไปตรวจสอบที่ Add or Remove Programs ว่าเรานั้นได้ทำการ Install โปรแกรมต่างๆ ไว้เกินความจำเป็นหรือไม่ ? มีโปรแกรมอะไรบ้างที่ทำงานซ้ำซ้อนกัน มีโปรแกรมประเภท Media Player ทั้งหลายนี้แหละครับ ไม่ว่าจะเป็น RealPlayer, Quicktime, iTunes, WinAmp หรือแม้แต่ WinDVD กับ PowerDVD เองก็ตาม โปรแกรมเหล่านี้มักมีความสามารถเหมือนๆ กัน มีความแตกต่างกันในความสามารถที่จะรองรับไฟล์เฉพาะบางตัว จึงทำให้หลายคนต้องลงโปรแกรมเหล่านี้ลงไปในคอมพิวเตอร์พร้อมกัน
ไฟล์นามสกุล rm, rmvb, mov, avi, divx, wmv และ mpeg ถือเป็นฟอร์แมตมาตรฐานสำหรับไฟล์วีดีโอในปัจจุบัน โดยเฉพาะ avi และ divx ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา อย่างที่กล่าวมาข้างต้นครับ โดยปกติหากต้องการให้เครื่องของเรานั้นสามารถเล่นไฟล์วีดีโอเหล่านี้ให้ได้ครบทุกตัว อาจต้องลงโปรแกรมถึง 4-5 ตัวทีเดียว อันที่จริงหากเราลอง Search ดูจากในอินเทอร์เน็ตจะพบว่าเราไม่จำเป็นต้องทำอย่างนั้นก็ได้ เพราะจะมีโปรแกรมบางตัวที่เราอาจไม่คุ้นหูนักสามารถรองรับไฟล์เหล่านี้ได้ครบถ้วนแถม
ยังฟรีอีกต่างหาก อย่างโปรแกรม K-Lite Codec Pack (www.free-codecs.com ) ที่ได้มีการรวบรวม codec สำหรับไฟล์มีเดียต่าง ๆ จากทั่วทุกมุมโลกไว้อย่างครบถ้วน แถมยังมีตัว Media Player Classic เอาไว้สำหรับเล่นไฟล์มีเดียเหล่านั้นอีกด้วย เรียกว่าลงโปรแกรมเดียว รองรับไฟล์มีเดียได้ครบทุกฟอร์แมตกันเลย
ย้อนกลับมาที่โปรแกรมพื้นฐานของระบบปฏิบัติการวินโดวส์อย่าง Windows Media Player กันบ้าง ซึ่งหลายคนละเลยที่จะทำความรู้จักกับโปรแกรมตัวนี้ ทั้งๆ ที่มันก็ไม่ได้มีประสิทธิภาพด้อยไปกว่าโปรแกรม Media Player อื่นๆ เลยโดยเฉพาะในเวอร์ชันล่าสุด WindowsMediaPlayer11 (www.microsoft.com/Windows/windowsmedia/player/11/default.aspx ) ที่สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีจากไมโครซอฟท์ ได้มีการพัฒนาขึ้นมามาก มีความสามารถในการเล่นภาพยนตร์จาก CD/DVD ได้ไม่น้อยหน้า PowerDVD หรือ WinDVD
ส่วนในการเล่นไฟล์เพลงอย่าง MP3 ยอดนิยมนั้น ก็ทำได้ไม่แพ้ iTunes และอาจเรียกได้ว่าดีกว่า WinAmp แล้วด้วยซ้ำไป ซึ่งถือว่า Windows Media Player 11 เป็นทางเลือกที่ดีมาก ๆ ที่จะเลือกไว้เป็นโปรแกรมสำหรับเล่นภาพยนตร์จากแผ่น CD/DVD และเล่นไฟล์เพลงดิจิตอลบนคอมพ์ของคุณโดยไม่จำเป็นต้องติดตั้งโปรแกรมอื่นให้เสียเวลา
ยังมีโปรแกรมอีกหลายตัวที่หลายคนนิยมติดตั้งไว้ในคอมพ์และทำหน้าที่ซ้ำซ้อนกัน อย่างโปรแกรมประเภทบีบอัดไฟล์ ที่เมื่อพูดถึงทุกคนมักนึกถึง WinZip แต่ปัจจุบันหากใครเป็นเซียนดาวน์โหลดสักหน่อย จะพบว่าอีกฟอร์แมตที่มักได้รับความนิยมคือ . rar ซึ่งก็ไม่ใช่ฟอร์แมตอะไร โปรมแกรมที่สามารถใช้เปิดไฟล์นามสกุลนี้ได้คือ WinRAR และหากมองดูในความสามารถกันจริง ๆ WinZip และ WinRAR ต่างทำหน้าที่เหมือนกันคือ บีบอัด และคลายไฟล์ ต่างกันเพียงความสามารถในการรองรับไฟล์ฟอร์แมตเท่านั้นเอง
คำแนะนำจากผมคือ ให้เลือกติดตั้งเพียงตัวเดียว คุณจะพบว่าหน้าต่างของ context menus เวลาที่คลิ้กขวาจะมีทั้งฟังก์ชันจาก WinZip และ WinRAR (www.rarlab.com ) นั่นเอง สาเหตุเพราะมันรองได้ฟอร์แมตได้ทุกตัวที่ Winzip สามารถรองรับได้แถมยังรองรับได้มากกว่าอีกด้วย
นี่เป็นเพียงตัวหลักๆ เท่านั้นนะครับ อย่าลืมสำรวจดูในคอมพ์ของคุณก็แล้วกันว่า เราได้ติดตั้งโปรแกรมอะไรลงไปแล้วไม่ค่อยได้ใช้งาน หรือได้ติดตั้งลงไปหลายตัวและมีการทำงานที่คล้ายคลึงหรือซ้ำซ้อนกันหรือไม่ ? เลือกที่จะลบออกไปบ้าง จะทำให้เนื้อที่ในฮาร์ดดิสก์ของคุณเพิ่มขึ้น รวมถึงเครื่องก็จะมีเสถียรภาพและความเร็วในการทำงานเพิ่มขึ้นด้วยครับ
หน้าที่ 13 - อาการ : เครื่องอืด ประการที่ ๒
วิธีแก้เครื่องอืด ประการที่ 2 ดูแลรักษาและจัดระเบียบฮาร์ดดิสก์ ?
หากพูดถึงการจัดระเบียบฮาร์ดดิสก์เชื่อว่าหลายคนจะนึกถึงการใช้ยูทิลิตี้ที่ชื่อว่า Disk Defragmenter ที่มาพร้อมกับตัวระบบปฏิบัติการ Windowsซึ่งนั้นก็ถือว่าเป็นวิธีที่ใช้จัดระเบียบฮาร์ดดิสก์ที่ดีและควรทำวิธีหนึ่งเช่นกัน และผมแนะนำให้ทำอย่างน้อยเดือนละครั้ง โดยเฉพาะการทำ Disk Defragment
เพราะการจัดระเบียบให้กับฮาร์ดดิสก์เพื่อเพิ่มความเร็วในการทำงานนั้น ยังมีอะไรนอกเหนือจากนั้นอีก เริ่มต้นตั้งแต่คุณได้ซื้อฮาร์ดดิสก์ลูกใหม่กันเลยทีเดียว
ในปัจจุบันขนาดความจุของฮาร์ดดิสก์เพิ่มขึ้นกว่าเดิมมาก แถมราคาก็ถูกลง จะเห็นได้ว่าในท้องตลาดตอนนี้ขนาดความจุต่ำสุดจะเริ่มต้นที่ประมาณ 80 กิกะไบต์ หรือ 100 กิกะไบต์กันแล้วโดยเฉพาะผู้ที่ซื้อมาเพื่อทำการอัพเกรดคอมพ์ตัวเก่านั้น หลายคนไม่ได้ทำการถอดเอาฮาร์ดดิสก์ตัวเก่าทิ้งไป หากแต่ติดตั้งฮาร์ดดิสก์ลูกใหม่ลงไปให้ทำงานคู่กันกับตัวเก่าเลย
คำแนะนำในการติดตั้งของก็คือ ให้ติดตั้งฮาร์ดดิสก์ลูกใหม่เป็น Master และให้นำตัวเก่ามาทำเป็น Slave โดยให้ทำการฟอร์แมตระบบปฏิบัติการวินโดวส์ในลูกเก่าออกเสียและติดตั้งใหม่ลงบนฮาร์ดดิสก์
ลูกใหม่แทน อีกสิ่งที่ห้ามลืมเด็ดขาด ก็คือการแบ่งพาร์ทิชันให้กับฮาร์ดดิสก์ของคุณ
ส่วนระบบ Files System นั้น แนะนำให้ใช้ NTFS แทน FAT32 เพราะในการทำงานกับฮาร์ดดิสก์ความจุสูง ๆ NTFS นั้นจะทำงานได้รวดเร็วกว่าแบบ NTFS นั้นจะทำงานได้รวดเร็วกว่าแบบ FAT32 ที่เราคุ้นเคยกันอยู่ พร้อมกันยังมีระบบการทำงานที่ดีกว่า อาทิการรองรับขนาดของไฟล์ได้สูงสุดที่16 TB (16 ,000 กิกะไบต์) ขณะที่ FAT32 นั้นรองรับสูงสุดเพียง 2 กิกะไบต์เท่านั้น (ลองนึกถึงการทำอิมเมจของไฟล์ภาพยนตร์ดีวีดีสักหนึ่งแผ่นที่ปกติจะมีขนาดประมาณ 3-4 กิกะไบต์ ถ้าเป็นบนระบบ FAT32 จะไม่สามารถทำได้เพราะระบบ FAT32 จะไม่รองรับไฟล์ที่มีขนาดสูงกว่า 2 กิกะไบต์ ในขณะที่ NTFS นั้นทำได้สบายๆ ครับ) และ NTFS ยังมีอัตราการสูญเสียเนื้อที่ฮาร์ดดิสก์ไปอย่างเปล่าประโยชน์ หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ Cluster Size นั้นน้อยกว่า FAT32 มากทีเดียว เมื่อใช้กับพาร์ทิชันที่มีขนาดสูงกว่า 8 กิกะไบต์
สำหรับผู้ที่ใช้ระบบ Files System แบบ FAT32 อยู่ขณะนี้ แล้วไม่อยากจะฟอร์แมตใหม่เพื่อเปลี่ยนระบบ Files System ให้เป็น NTFS ผมก็มีวิธีนำมาเสนออย่างง่าย ๆ นะครับ โดยให้ทำตามขั้นตอนดังนี้
- กดคลิ้กที่ Start เลือกไปที่ Run แล้วพิมพ์คำว่า cmd และกด Enter จากนั้นจะมีหน้าต่าง Dos ขึ้นมา
- ให้พิมพ์ cd และกด Enter ก่อน เพื่อเคลียร์ Directory ไป จากนั้นพิมพ์คำว่า CONVERT ไดรฟ์ที่ต้องการแปลง / FS:NTFS ครับ สมมติผมต้องการจะแปลงไดรฟ์ C: ให้เป็น NTFS ผมก็จะพิมพ์ว่า CONVERT C:/FS:NTFS และกด Enter ครับ
- ลำดับต่อไปก็จะให้ใส่ Volume Lable ของไดรฟ์นั้นๆ ที่เราต้องการจะ Convert ซึ่งเราสามารถดูได้จากการพิมพ์ dir/w ครับ
- เมื่อใส่ Volume Label ลงไปก็ให้กด Enter หลังจากนั้นก็จะมีคำถามขึ้นมาเพื่อยืนยันการแปลงระบบ ให้เราตอบ Y ไป เท่านี้ก็เป็นอันเรียบร้อยครับ
* อย่าลืมที่จะเก็บข้อมูลสำคัญๆ ก่อนทำการเปลี่ยนแปลงระบบ Files System ไม่สมบูรณ์ จะพาลให้ข้อมูลเสียหาย จนอาจจะถึงขั้นต้องฟอร์แมตฮาร์ดดิสก์เลยนะครับ
หน้าที่ 14 - อาการ : เกี่ยวกับถ่านแบตเตอรี่ CMOS Battery Failed และ BIOS ROM CHECK SUM ERROR ตอนเปิดเครื่อง
เปิดเครื่องหน้าจอค้าง CMOS Battery Failed
อาจเป็นเพราะถ่านหรือแบตเตอรี่ที่จ่ายไฟเลี้ยงชิป CMOS ใกล้จะหมด
เป็นเหตุให้เมื่อเปิดเครื่องไบออสจะตรวจสอบอุปกรณ์ที่อยู่ในเครื่องผิดพลาด ลืมวันที่และเวลาที่กำหนดไว้ หรืออาจแจ้งเป็นข้อความแสดงสถานะว่าถ่านใกล้จะหมด เช่น “ CMOS Battery Failed ” หรือ “ CMOS Battery State Low ” เป็นต้น
สำหรับการแก้ไข ให้ไปหาซื้อถ่านหรือแบตเตอรี่จากร้านขายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์มาเปลี่ยนใหม่ หากไม่แน่ใจก็แกะถ่านเอาไปเป็นตัวอย่างด้วยก็ได้ ซึ่งถ่านหรือแบตเตอรี่นี้เป็นชนิดเดียวกันกับที่ใช้ใส่นาฬิกา ราคาประมาณ 25 – 30 บาท ส่วนวิธีแกะถ่านออกมาจากเครื่อง(เมนบอร์ด)ก็เพียงใช้มือกดสลักเพื่อให้ถ่านกระดกออกมาแล้วใส่แทน
BIOS ROM CHECK SUM ERROR ตอนเปิดเครื่อง
อาการนี้ส่วนใหญ่เกิดจากถ่านของ BIOS หมดหรือเกิดการหลวมครับ ให้ลองขยับถ่านให้แน่น ๆ ดูก่อน ถ้าไม่หายก็ต้องลองเปลี่ยนถ่านบนเมนบอร์ดดู (ก่อนเปลี่ยนถ้ามี Meter วัดไฟดูก่อนก็ดี) หลังจากเปลี่ยนแล้วให้ทำการ Clear BIOS Jumper ก่อนด้วย จะเป็น Jumper ใกล้ ๆ กับ IC BIOS นั่นแหละ ทำการ Jump ค้างไว้สัก 5 วินาทีแล้วก็ Jump กลับที่เดิมก่อน หลังจากนั้นต้องเข้าไปตั้งค่าต่าง ๆ ของ BIOS ใหม่ด้วย
หน้าที่ 15 - อาการ : เมนบอร์ดไม่รู้จักฮาร์ดดิสต์แบบ SATA
เมนบอร์ดไม่รู้จักฮาร์ดดิสต์แบบ SATA
แม้ว่าฮาร์ดดิสต์รุ่นใหม่ๆที่ถูกผลิตออกมาจะใช้มาตรฐานแบบ SATA II (Serial ATA II) ซะเกือบทั้งหมด แต่ในการใช้งานกับเมนบอร์ดบางรุ่นอาจจะไม่รองรับ เนื่องจากชิพคอนโทรลเลอร์ของฮาร์ดดิสต์แบบ SATA I ซึ่งเป็นรุ่นก่อนหน้านี้จะรองรับการโอนถ่ายข้อมูลด้วยความเร็วสูงสุดที่ 1.5Gb/s เท่านั้น ในขณะที่ฮาร์ดดิสต์รุ่นใหม่ๆอย่าง SATA II รวมถึงเมนบอร์ดที่มีชิพคอนโทรลเลอร์ที่สนับสนุนด้วยจะมีความเร็วถึง 3.0Gb/
ความแตกต่างกันนี้จะมีผลกระทบโดยตรงกับเมนบอร์ด , ฮาร์ดดิสต์และไดร์ฟดีวีดีด้วย ปัญหาใหญ่ก็คือ ฮาร์ดดิสต์รุ่นใหม่จะไม่สามารถทำงานกับเมนบอร์ดรุ่นเก่าที่รองรับการส่งผ่านข้อมูลที่ช้ากว่าได้ แม้จะเชื่อมต่อกันได้ด้วยสายเคเบิลที่เป็นแบบเดียวกันก็ตาม
แต่ปัญหาเหล่านี้เราสามารถแก้ไขได้ง่ายๆเลยครับ โดยการกำหนดความเร็วในการส่งผ่านข้อมูลของฮาร์ดดิสต์ SATA II รุ่นใหม่ๆด้วยจัมเปอร์ให้ฮาร์ดดิสต์ทำงานที่ความเร็ว 1.5Gb/s จากเดิมจะอยู่ที่ 3.0Gb/s ตามมาตรฐานของฮาร์ดดิสต์ SATA II ซึ่งจะทำให้ฮาร์ดดิสต์ใช้งานกับเมนบอร์ดรุ่นเก่าได้อย่างไม่มีปัญหาใดๆครับ
การเซ็ตจัมเปอร์ของฮาร์ดดิสต์ Western Digital
การเซ็ตจัมเปอร์ของฮาร์ดดิสต์ Seagate และ Maxtor หน้าที่ 16 - อาการ : เสียงดังปี๊บยาว ๆ 1 ครั้งสั้น 2 ครั้ง ตอนเปิดเครื่องแล้วก็ไม่เห็นอะไรบนหน้าจอเลย
1. มีเสียงดังปี๊บยาว ๆ 1 ครั้งสั้น 2 ครั้ง ตอนเปิดเครื่องแล้วก็ไม่เห็นอะไรบนหน้าจอเลย
มีแต่เสียงพัดลมทำงาน
เกิดจาก VGA Card หรือ Display card ที่เสียบอยู่ในช่องเสียบนั้นหลวม สาเหตุอาจเกิดจากการ์ดจอกระดกหรือหลวมในขณะเคลื่อนย้าย
ทางแก้ไข ให้เปิดฝาเครื่องออกตรวจดู ถ้าพบว่าการ์ดจอกระดกหรือหลวมหลุดออกจากสล็อตเนื่องจากติดตั้งไว้ไม่ดี ลองขยับ หรือ เสียบ VGA Card ใหม่และออกแรงดันให้การ์ดจอเข้าไปในสล็อตจนสุดแล้วจึงขันน๊อตให้แน่น
หากทำแล้ว ยังมีเสียงปิ๊บเหมือนเดิมอยู่อีกและหน้าจอมอนิเตอร์ไม่ติดแสดงว่าการ์ดจอแสดงผลเสียแล้ว ให้เปลี่ยนการ์ดจอแสดงผลใหม่ โดยเลือกชนิดที่ตรงกับชนิดของสล็อตในเครื่องด้วย
2. มีเสียบบี๊บยาวและหยุด สลับกันตลอดเวลา ติดต่อกัน ตอนเปิดเครื่องและไม่เห็นอะไรอีกเลย
แสดงว่าแรมที่ติดตั้งอยู่มีปัญหา ซึ่งอาจจะมาจากสาเหตุ 3 ประการ
- เกิดจาก RAM ที่เสียบอยู่ในช่องเสียบหลวมไม่แน่น หรือ ไม่ลงสล็อต
- ลายวงจรของแรมสกปรก
- แรมเสีย
ทางแก้ไข ดูช่องเสียบ RAM ว่าแน่นหรือไม่หากไม่แน่นให้เสียบใส่ใหม่โดยถอดแผงแรมออกมาจากสล็อตที่ติดตั้ง แล้วนำยางลบดินสอ(อ่อนๆ)มาถูตรงลายแผงวงจรทองแดงที่ขาแรมตรงบริเวณที่มีฝุ่นหรือคราบสกปรก(สามารถนำไปใช้กับการ์ดแสดงผลหรือการ์ดจอหรือการ์ดเสริมอื่นๆที่มีคราบสกปรกได้เช่นกัน)
หากว่าแรมเสีย หลังจากทำความสะอาดและติดตั้งเข้ากับสล้อตแล้วยังมีเสียงดังอยู่อีก ก็แสดงว่าแรมคงเสียแน่ๆ ซึ่งอาจจากสาเหตุ 3 ประการคือ เสียตั้งแต่ซื้อมา เสียระหว่างการใช้งาน เสียเนื่องจากติดตั้งแรมกลับขั้ว (กรณีสุดท้ายนี้อาจเป็นไปได้ยาก..มั๊ก..มาก ) ตั้งไปหาแรมมาเปลี่ยนใหม่อย่างเดียว
ข้อควรคำนึงในการเลือกแรม
1. ควรเลือกแรมให้ตรงกับสล็อตของเมนบอร์ที่ใช้อยู่
2. Bus ของแรมต้อง Support เมนบอร์ดด้วยนะขอรับ
หน้าที่ 17 - อาการ : เครื่องอืด ประการที่ ๓
วิธีแก้เครื่องอืด ประการที่ 3 ทำความสะอาด Registry กันเถอะ
Registry คืออะไร ? หลายคนยังไม่ทราบ ผมจะอธิบายคร่าวๆ แล้วกัน Registry คือฐานข้อมูลของระบบ
ปฏิบัติ การวินโดวส์ที่รวบรวมข้อมูลการตั้งค่าของตัวระบบปฏิบัติการ และโปรแกรมต่างๆ ในการทำงานร่วมกันกับตัวระบบปฏิบัติการหรือโปรแกรมใดๆ ลงบนคอมพ์ ตัวระบบปฏิบัติการก็จะทำการเขียน Registry ขึ้นมา เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการกำหนดการทำงานโปรแกรมนั้นๆ แต่หลายครั้งที่การเขียน Registry ขึ้นมาของระบบปฏิบัติการนั้นกลับสร้างปัญหาให้ระบบปฏิบัติการเสียเอง รวมถึงเมื่อเราทำการถอนการติดตั้งโปรแกรมใดๆ ออกไป ข้อมูล Registry ที่เกี่ยวข้องนั้นกลับไม่ได้ถูกลบออกไปจากระบบด้วย ทำให้หลายเครื่องมีข้อมูล Registry ที่ไม่มีประโยชน์คั่งค้างอยู่ในเครื่องเป็นจำนวนมาก
ผมขอแนะนำ โปรแกรมเล็กๆ ที่จะสามารถช่วยคุณจัดการปัญหาเหล่านี้ได้อย่างง่ายดาย โดยคุณไม่ต้องแปลงร่างเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านโปรแกรมเมอร์แต่อย่างไร โปรแกรมเล็กและฟรีตัวเก่งตัวนี้คือ CCleaner (www.ccleaner.com ) โดยความสามารถของโปรแกรมเล็กๆ ตัวนี้ไม่ใช่เพียงแค่การตรวจสอบสถานการณ์ทำงานของ Registry และลบทิ้งเท่านั้นมันยังสามารถตรวจสอบหาไฟล์ขยะหรือไฟล์ที่ไม่จำเป็นใน เครื่องของคุณและทำการลบออกได้อีกด้วย รวมถึง Internet Temporary Files, History และ Cookies ที่ได้จากการท่องเข้าสู่โลกอินเทอร์เน็ตของคุณอีกด้วย หน้าที่ 18 - อาการ : เครื่องอืด ประการที่ ๔
วิธีแก้เครื่องอืด ประการที่ 4 วัยร้าย ไวรัส โอ้ว...ไม่นะ!พระเจ้าจอร์ท
นี่ ถือเป็นสาเหตุหลักสาเหตุหนึ่งที่ทำให้หลายคนต้องนอนก่ายหน้าผากและถือเป็น สาเหตุต้นๆ ที่ทำให้คอมพ์ตัวเก่งของเราทำงานอย่างที่ไม่มีเสถียรภาพ และทำงานช้าลงอย่างเห็นได้ชัด ผมอยากจะบอกความจริงอันน่าสะพรึงกลัวว่าการที่คุณติดไวรัสให้ทราบคือ ไม่มีโปรแกรมป้องกันไวรัสตัวใด ที่สามารถกำจัดและป้องกันไวรัสได้ 100% โดยเฉพาะการป้องกันและกำจัดภัยคุกคามที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า Trojan และ Spyware
คำแนะนำคือให้การติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยให้กับคอมพ์ของคุณ ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดของผมคือให้เลือกติดตั้งโปรแกรมแอนตี้ไวรัสสักหนึ่ง ตัว พร้อมกับติดตั้งโปรแกรมตรวจจับและกำจัดสปายแวร์ไปด้วยอีกหนึ่งตัว โปรแกรมแอนตี้ไวรัสในปัจจุบันที่ได้รับการยอมรับและเป็นที่นิยมมีหลายตัว ไม่ว่าจะเป็น Norton, McAfee, NOD32, BitDefender, Kaspersky, AVG และ Panda Software แต่สำหรับคนที่อยากใช้ของดีของฟรี ผมก็มีแนะนำเหมือนกันครับ AntiVir Personal Edition (www.freeav.com ) ซึ่งเป็นโปรแกรมแอนตี้ไวรัสแบบฟรีแวร์อย่าง Ad-aware Personal และ Spybot Search & Destroy ต่างก็มีความสามารถในการตรวจจับสปายแวร์ที่ดีเช่นกัน เพียงแต่ทั้งสองโปรแกรมไม่สามารถทำงานแบบ real-time ได้เท่านั้นเอง
อีกหนึ่งวิธีในการป้องกันไม่ให้ทั้งเจ้าไวรัสตัวร้าย และสปายแวร์ตัวป่วนมาเยี่ยมเยียนคอมพ์ของคุณก็คือพฤติกรรมการใช้งาน อินเทอร์เน็ตของคุณนั่นเอง โปรแกรมบราวเซอร์อย่าง Internet Explorer นั้นมีความเสี่ยงสูงต่อการโดยโจมตีด้วยสารพัดวิธีของสปายแวร์ การเปลี่ยนไปใช้บราวเซอร์ที่มีความปลอดภัยสูงกว่าอย่าง Opera หรือ Firefox ก็ถือเป็นวิธีที่ดีวิธีหนึ่ง
นอกจากนี้การเข้าเวปไซต์ที่ไม่ค่อยคุ้นหูคุ้นตา และการดาวน์โหลดไฟล์ต่างๆ ก็ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าจะไม่มีของแถมอันไม่พึงประสงค์ติดมาด้วย
สำหรับผู้ที่ใช้โปรมแกรมประเภท Outlook ในการรับ-ส่งอีเมล์นั้น ควรตั้งค่าให้มีการสแกนไวรัสก่อนรับอีเมล์เสมอ เพื่อป้องกันอีเมล์จากผู้ไม่พึงประสงค์ร้ายไม่ให้สามารถมาคุกคามคอมพ์ของ คุณได้นั่นเอง...เรียกว่าเพียงใส่ใจในรายละเอียด และใช้ความรอบคอบสักเล็กน้อยในการเป็นคนช่างสังเกต ก็จะช่วยให้คุณไม่ต้องนอนก่ายหน้าผากกับปัญหาของไวรัสและสปายแวร์แล้วละครับ
แก้ปัญหาคอมพ์ติดไวรัส สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ เวปป่านดอทคอมครับ
หน้าที่ 19 - อาการ : เครื่องอืด ประการที่ ๕
วิธีแก้เครื่องอืด ประการที่ 5 วินโดวส์เจ้าปัญหา!
ถ้า หากนำระบบปฏิบัติการทุกตัวที่มีการใช้งานในปัจจุบันมาเปรียบเทียบกัน ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ ก็ถือเป็นระบบปฏิบัติการที่มีช่องโหว่ และมีบั๊กมากที่สุดเลยก็ว่าได้ และด้วยความนิยมและมีจำนวนผู้ใช้สูงสุดนี่เอง ทำให้ช่องโหว่เหล่านั้น กลายเป็นเป้าโจมตีของบรรดาผู้ไม่หวังดีมากที่สุดเช่นกัน
อันที่ จริงไมโครซอฟท์เองก็ไม่ได้นิ่งเฉยต่อช่องโหว่ต่างๆ ที่เกิดขึ้น พวกเขาหมั่นที่จะออกตัวอัพเดทสำหรับแก้ไขช่องโหว่และบั๊กต่างๆ อยู่เป็นประจำ และเราๆ ท่านๆ ที่เป็นผู้ใช้ก็ต้องหมั่นคอยตรวจสอบและอัพเดตตัวแก้ไขปัญหาห่างๆ เหล่านั้นด้วย แต่ถ้าคุณรู้สึกเบื่อหน่ายที่ต้องมาคอยตามอัพเดตกันทุกวี่วัน ก็มีหลายคนได้ทำการรวบรวมตัวอัพเดตต่างๆ เอาไว้ และปล่อยให้ดาวน์โหลดไปติดตั้งภายในครั้งเดียวอาทิ ชุดอัพเดตอย่าง AutoPatcher (www.autopatcher.com ) เป็นต้น ซึ่งจะมีการรวบรวมและออกชุดรวมการอัพเดตต่างๆ ของไมโครซอฟท์ออกมาทุกเดือนซึ่งคุณสามารถดาวน์โหลดไปติดตั้งได้ฟรี แถมไม่ต้องคอยล่าตามอัพเดตทุกวันอีกด้วย
สำหรับการเพิ่มความเร็ว ในการทำงานให้กับเจ้าวินโดวส์ตัวเก่งนั้นสามารถทำได้ง่ายๆ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งโปรแกรมประเภท Tweak ตัวไหนเลยก็ได้ครับ
ขั้นแรกให้จัดการกับเอฟเฟ็กต์ฟุ่มเฟือยเสียก่อน โดยคลิ้กขวาที่ My Computer เลือก Properties ไปที่ Advanced เลือก Setting ภายใต้หัวข้อ Performance จากนั้น ภายในหัวข้อ Visual Effects ให้ติ๊กเอาเครื่องหมายถูกหน้าข้อที่ขึ้นต้นด้วย Animate, Fade และ Slide ออกให้หมด หลังจากกด Apple และ OK เพื่อเป็นการยืนยัน
ขั้นต่อมา ให้จัดการกับโปรแกรมในส่วนของ Startup ด้วยการคลิ๊กที่ Start เลือกไปที่ Run แล้วพิมพ์คำว่า msconfig ให้กด Enter เมื่อได้หน้าต่างของ System Configuration Utility ขึ้นมา ให้เลือกไปที่ Startup โดยจะเป็นส่วนที่รวบรวมโปรแกรมที่จะรันขึ้นมาอัตโนมัติเมื่อวินโดวส์เริ่ม ทำงาน ซึ่งหลายโปรแกรมนั้นไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเริ่มทำงานทันที่เมื่อเข้าสู่ วินโดวส์ โดยให้คุณเลือกโปรแกรมที่ไม่ค่อยจำเป็นออกซะ แล้วอย่าลืมกด Apply และ OK เหมือนเดิม แค่สองวิธีง่ายๆ นี้ก็ช่วยให้วินโดวส์ของคุฤณทำงานได้คล่องตัวมากขึ้นทีเดียวนะครับ